wawa

โดย wawa

รวบรวมจาก

1. Logistics Engineering & Managerment, 6th Edition
โดย Benjamin S. Blanchard : Virginia Polytechnic Institute & State University
สำนักพิมพ์ Person Education Inc. 2004

2.The Management of Business Logistics : A Supply Chain Perspective, 7th Edition
โดยJohn J. Coyle : The Pennsylvenia State University
Edward J. Bardi : University of Toledo
C. John Langley Jr. : Georgia Institute of Technology
สำนักพิมพ์ South-Western


1. ที่มาของการเขียน
แรกเริ่มเดิมที บทความนี้ควรจะเป็นสรุปย่อก่อนกลางภาคของการเรียนวิชา Logistics Design & Management ซึ่งเพิ่งจะเปิดทำการสอนได้เป็นปีแรกของภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่เนื่องจากได้ค้นคว้า
เพิ่มเติมในด้านของกรณีศึกษา รวมทั้งการค้นคว้าส่วนตัวจากหนังสือของ ศาสตราจารย์ Blanchard ทำให้ชิ้นส่วนของบทความนี้มีเนื้อหาครอบคลุมและเก็บรายละเอียดทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกของโลจิสติกส์ได้อย่างครบถ้วน

เพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่าย จึงจำเป็นต้องคัดเฉพาะส่วนที่ค่อนข้างทำความเข้าใจได้ง่ายและตัดรายละเอียดเชิงลึกของกระบวนการทิ้งไป ถ้าท่านใจสนใจเพิ่มเติม ติดต่อขอข้อมูลเพื่อการศึกได้ใน irc ได้นะครับ


2. แรงผลักดันของรอยต่อแห่งสหัสวรรษ
โดยภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงแห่งสหัสวรรษอาจสรุปสิ่งที่สำคัญได้ดังนี้

2.1. ความต้องการของลูกค้าสูงขึ้น หรือจะพูดง่ายๆว่า "เรื่องมาก" อาจมองว่าเกิดจากตลาดที่ขยายตัวขึ้นและผู้ขายที่แข่งกันขายมากขึ้นก็ได้ แต่อีกมุมมองหนึ่งก็คงเป็นเพราะช่วงเวลาที่ปราศจากสงครามที่เนิ่นนานทำให้มนุษย์เริ่มขวนขวายหาสิ่งต่างๆที่ดีที่สุดเพื่อสนองความต้องการได้อย่างเสรี

2.2. โลกาภิวัตน์ ทำให้โลกทั้งใบกลายเป็นตลาดเดียวกัน ความแตกต่างของแต่ละประเทศ ผลักดันให้แผนเดิมๆไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป จำเป็นต้องหาแผนการใหม่ๆให้เหมาะสมกับตลาดใหม่ๆ

2.3. ข้อกำหนดต่างๆ จากยุคสมัยเดิมที่กำแพงภาษียังใช้ได้สู่ยุคของเขตการค้าเสรี(ปลอมๆ) ที่หันมาใช้ข้อกำหนดทางอุตสาหกรรม เช่น ISO หรือเรื่องการใช้แรงงานเด็ก การใช้สารต้องห้าม รวมทั้งเขตการค้ารูปแบบต่างๆ (EU ASEAN APEC ฯลฯ)

2.4. Teachnology มีคนบอกว่า ความรู้ในปัจจุบันหมดอายุเร็วขึ้น(obsolete) ทำให้เรายิ่งต้องขวนขวายพัฒนาสิ่งต่างๆให้เร็วขึ้น


3. Logistics & Supply chain Management
เพื่อให้มุมมองทางการจัดการครบถ้วนจึงขาดไม่ได้ที่จะประเมินคำ 2 คำนี้ไปด้วยกัน แต่ด้วยมุมมองที่แตกต่างกันไปของธุรกิจ ทำให้
การมองความสัมพันธ์ของสองคำนี้แตกต่างกันไปด้วย ซึ่งพอจะอนุมานได้ 3 ลักษณะคือ

3.1 Logistics ใหญ่กว่า Supply Chain Management
โดยมุมมองนี้ จะให้คำนิยามคือ SCM จะหมายถึงการจัดการวัตถุดิบชนิดหนึ่งตั้งแต่ต้นทางไปจนสุดปลายทาง แต่โลจิสติกส์จะให้ภาพของการจัดการวัตถุดิบหลายๆชิ้นไปพร้อมๆกัน อุตสาหกรรมเหล่านี้จะมีวัตถุดิบเข้าในประมาณมากแต่จะมีผลิตภัณฑ์ออกมาน้อยชนิด ยกตัวอย่าง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์

3.2 Logistics เท่ากับ Supply Chain Management
มุมมองนี้จะให้ความหมายของการที่ไม่มีความแตกต่างในการจัดการทั้ง 2 แบบ เนื่องจากมองจากธุรกิจที่ครอบคลุมการดำเนินงาน
ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนสุดปลายทางที่ถึงมือลูกค้า เช่น น้ำมันหรือซอฟท์แวร์

3.3 Logistics เล็กกว่า Supply Chain Management
มุมมองนี้จะเป็นการมองผ่านธุรกิจที่มีการเข้ามาของวัตถุดิบน้อยชนิด แต่มีผลิตภัณฑ์เยอะ เช่น อุตสาหกรรมพลาสติค

ในความเป็นจริงยังมีชื่อที่ใช้เรียกกระบวนการนี้อีกมากมาย ซึ่งแตกต่างไปตามการใช้งานของแต่ละองค์กรเพื่อความสะดวกหรือความเป็นเอกลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่น TOYOTA Manufacturing หรือระบบการผลิตแบบโตโยต้า ถ้า Hewlett-Packard นำไปใช้ก็จะเรียกด้วยชื่ออื่น(แต่โดยภาพรวมก็แทบไม่ต่างกัน)

โดยแท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการมองแบบใด จุดมุ่งหมายสูงสุดก็คือการบริหารค่าใช้จ่ายองค์รวม (Tatal Cost Management) ซึ่งการนี้จะต้องใช้องค์ประกอบต่างๆของโลจิสติกส์เพื่อจะวางแผนตลอดทั้งระบบให้เกิดความสมดุลและยอมรับได้ของหน่วยต่างๆในโลจิสติกส์

4. องค์ประกอบภายในโลจิสติกส์
ถ้าจะสรุปกันง่ายๆ องค์ประกอบภายในของโลจิสติกส์ก็คงประกอบไปด้วย

4.1. Demand forcasting หรือการพยากรณ์ความต้องการ เป็นองค์ประกอบแรกของการ
วางแผน

4.2. Requirement Planing หรือแผนความต้องการ จะเป็นการวางแผนตามที่พยากรณ์
ความต้องการ เพื่อที่จะได้สามารถรู้ได้ว่าจะต้องมีการใช้ทรัพยากรเท่าไหร่ เมื่อใด รวมทั้งใครจะใช้

4.3. Purchasing หรือการจัดซื้อ เป็นส่วนที่จะตามมาหลังจากการพยากรณ์ความต้องการได้แล้ว ซึ่งในการนี้ยังรวมไปถึงการประเมินความคุ้มค่าของการจัดซื้อว่าจะซื้อคราวละเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าเท่าไหร่ ซึ่งเป็นปัจจัยโดยตรงต่อการประเมินค่าใช้จ่ายหมุนเวียนของธุรกิจ

4.4. Production Planing หรือแผนการผลิต จะเข้าสู่การจัดตารางองค์ประกอบการผลิตว่าวัตถุดิบต่างๆที่ใช้ จะถูกใช้เมื่อไหร่ ที่ไหน โดยใคร และผลิตภัณฑ์ที่ได้จะถูกจำหน่ายออกเมื่อใด ตรงตามความต้องการของลูกค้ารึเปล่า ในที่นี้ต้องไม่รวมที่จะถูกคิดรวมถึงการประเมินการทำงานพิเศษ(Over time) หรือหาผู้รับเหมา(outsource)

4,5. Manufacturing Inventory หรือคลังสินค้า ในที่นี้จะหมายรวมถึงการใช้พื้นที่เก็บของให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อใช้เก็บทั้งวัตถุดิบสินค้า และงานระหว่างสายการผลิต(Work in Process)

4.6. Warehouse หรือสถานีพักสินค้า จะเป็นการวางแผนในเรื่องของการกระจายสินค้า เนื่องจากลูกค้ามีหลายจุด การขนที่ละน้อยๆไปยังลูกค้าทีละคนอาจเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป จึงต้องมีสถานีสำหรับพักสินค้าต่อหนึ่งแล้วค่อยกระจายออก

4.7. Material Handling หรือการเคลื่อนย้ายงาน ในที่นี้จะเป็นการมองตั้งแต่การนำวัตถุดิบเข้าสู่คลัง(หรือสถานีพักสินค้า) การนำออกจากคลังเข้าสู่สายการผลิต การส่งต่องานระหว่างสายการผลิต รวมไปถึงการประเมินขนาดของล็อต (Lot size) ที่เหมาะสมกับการขนส่ง

4.8. Industrial Packaging หรือการบรรจุหีบห่อ ในที่นี้ยังไปถึงการออกแบบหีบห่อที่
เหมาะสมต่อการเคลื่อนย้าย

4.9. Finished Good Inventory หรือคลังสินค้าขาออก ถ้าจะมองอย่างรวมๆ ก็น่าจะรวมกับ Manufacturing Inventory แต่บางตำราก็จัดให้เรื่องนี้แยกออกมาต่างหากหรือรวมกับการจัดการลูกค้าสัมพันธ์

4.10. Distribution Planing หรือแผนการกระจายสินค้า ในที่นี้จะเป็นการวางแผนโดยการนำแผนความต้องการมาประเมินพร้อมกับเรื่องระดับสินค้าปลอยภัย(Safety Stock) เพื่อวางแผนว่าจะจัดส่งสินค้ายังไง ให้ค่าใช้จ่ายต่ำสุด ความถี่ต่ำสุด และค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าของลูกค้าไม่สูงเกินไป

4.11. Order Processing หรือการจัดการคำสั่งซื้อ จะเป็นการวางแผนรับมือกับคำสั่งซื้อทั้งแบบปกติและแบบกะทันหัน ในการนี้จะต้องไม่ลืมมองกลับไปยังแผนการผลิตว่าสามารถรองรับได้แค่ไหน

4.12. Transportation หรือการขนส่ง จะเป็นการวางแผนต่อจาก Distribution Planing แต่จะลงรายละเอียดเรื่องเส้นทางการวิ่ง(Routing) ที่สั้นที่สุด

4.13. Customer Service หรือการบริการลูกค้า จะเป็นการวางแผนการตอบสนองต่อลูกค้า การติดต่อ การติดตามผลงานและการตอบสนองที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์ ในที่นี้ บางองค์กรอาจรวมถึงการร่วมวางแผนงานไปพร้อมๆกับลูกค้าด้วย

5. องค์ประกอบภายนอกที่สัมพันธ์กับโลจิสติกส์
นอกจากกิจกรรมภายในที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมีกิจกรรมภายนอก และกิจกรรมสนับสนุนอีก
หลายอย่างที่จะทำให้โลจิสติกส์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

5.1 System Engineering วิศวกรรมระบบ จะเป็นการกำหนดจุดยืนว่า เราเป็นใคร ลูกค้าของเราเป็นใคร ลูกค้าของลูกค้าเป็นใคร แหล่งวัตถุดิบของเราเป็นใคร วิชานี้มีการสอนภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เดียวในประเทศไทย
เนื่องจากความขาดแคลนอาจารย์ผู้สอนในสายนี้

5.2 Maintenance & Support การซ่อมบำรุงจะเป็นการวางแผนการดูแลทั้งการดูแลไม่ให้เสียและการวางแผนว่าถ้าเกิดปัญหาแล้วจะซ่อมยังไง ที่ไหน อย่างไร รวมถึงการวางแผนการใช้
อะไหล่ด้วย

5.3 Human Factor (Ergonomics) สรีระวิทยา จะเป็นการระบุขนาดที่เหมาะสมของร่างกายมนุษย์ การหาขนาดที่พอดีของคนเพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการออกแบบหรือจัดพื้นที่สำหรับการปฏิบัติงาน วิชานี้มีเปิดสอนที่ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เดียวเท่านั้น

5.4 Safety & Security จากการประเมินค่าใช้จ่าย พบว่าค่าใช้จ่ายในแก้ปัญหาที่เกิดแล้ว ต่อค่าใช้จ่ายในการป้องกันปัญหาเป็น 4:1 ทำให้เราต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับการป้องกันปัญหาทั้งเพื่อค่าใช้จ่ายที่ลดลงและเพื่อขวัญกำลังใจของพนักงาน

5.5 Total Quality Management หรือการบริหารคุณภาพองค์รวม

5.6 Software Engineering จะเป็นการพัฒนาด้วย IT เพื่อให้รองรับการจัดการและการติดต่อระหว่างองค์กรให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. สรุป
กุญแจที่สำคัญของโลจิสติกส์คือการพัฒนาองค์ประกอบทั้ง 3 ด้านคือ Hardware(การขนส่ง warehouse). Software (ด้าน IT เพื่อรองรับระบบ) และ Humanware (คนวางแผน, know how) เพื่อให้ทั้งระบบสามารถเดินไปพร้อมๆกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ยากเกินกว่าความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะทำได้ เพียงแต่การส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐในปัจจุบันยังไม่ดีพอ จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งเอกชนและสถาบันการศึกษาที่จะพัฒนาบุคคลกรสำหรับการพัฒนาองค์ประกอบเพื่อให้ทันกับการแข่งขันของโลกยุคไร้พรมแดน

7.ความคิดเห็น
โดยส่วนตัวค่อนข้างผิดหวังนิดๆในตอนเริ่มต้นการเรียน เนื่องจากคาดหวังสิ่งใหม่ๆจากวิชานี้ไว้สูงมาก เพราะองค์ประกอบภายในนั้นแท้จริงแล้วคือสิ่งที่มีสอนอยู่เป็นปกติของภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ โลจิสติกส์จึงเป็นเสมือนวิชาบูรณาการที่หลอมรวมความรู้ทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจริงๆ คือการมุมมองและการคิดอย่างเป็นระบบโดยไม่ลืมที่จะมองทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดความสมดุล

อีกส่วนหนึ่งที่น่าสังเกตุในเรื่องโลจิสติกส์ จะเห็นได้ว่า การกำหนดบทบาทลงไปว่าใครจะทำอะไรนั้น แท้ที่จริงโลจิสติกส์คือเรื่องของการควบคุมที่จะบ่งบอกว่าตลอดสายการผลิตนี้ จริงแล้วใครที่มีอำนาจมากสุด(แถวบ้านเรียก แถวนี้ใครใหญ่) อย่างในอุตสาหกรรมรถยนต์ หน่วยงานที่ใหญ่ที่สุดจริงๆและเป็นคนกำหนดคือบริษัทประกอบเช่น TOYOTA ดูได้จากการกำหนดแผนการผลิตแบบ Just in-time นั้นจะต้องวางแผนเริ่มต้นตั้งแต่โรงงานประกอบ แล้วจึงสั่งให้โรงงานชิ่นส่วนทำตามแผนนั้น และส่งชิ้นส่วนมาแค่พอดีกับความต้องการที่โตโยต้าจะประกอบ(บริษัทชิ้นส่วนคงอยากที่จะผลิตมากๆ แล้วส่งของสำหรับเป็นเดือนหรือสัปดาห์มากกว่าแน่นอนเพราะค่าขนส่งถูกกว่าการใช้
รถเล็กขนบ่อยๆ) หรือการพัฒนารถรุ่นใหม่ก็ต้องมีบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนมาร่วมวางแผนว่าผลิตได้รึเปล่าตามที่โตโยต้าต้องการ(เพราะถ้าบริษัทผลิตชิ้นส่วนใหญ่กว่า ก็คงจะเป็นฝ่ายผลิตของมาก่อนแล้วค่อยส่งให้โตโยต้าวางแผนพัฒนารถตามรุ่นชิ้นส่วน)