DrCid

ความสุขของกะทิ


ผู้เขียน : งามพรรณ เวชชาชีวะ
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
จำนวนหน้า : 120 หน้า
ราคา : 105 บาท

"งดงามและสะอาดสะอ้าน กินใจ จับใจ" วาณิช จรุงกิจอนันต์

"เรียบง่าย สวยงาม สั้น แต่สั่นอารมณ์" วินทร์ เลียววาริณ

"วิธีการนำเสนอเรื่องสะเทือนอารมณ์ลึกซึ้ง" เอริก้า วากเนอร์

(สนพ.อัลแลนแอนด์อัลวิน ออสเตรเลีย)

"สวยงามลึกซึ้ง เต็มไปด้วยความหมาย เศร้า แต่ให้ความหวัง เป็นอัญมณีน้อยที่เปี่ยมพลัง" เคทลิน ดลุย

(สนพ.อเธเนียมบุ๊คส์ไซมอนแอนด์ซูสเซอร์ สหรัฐฯ)

"ใช้คำน้อย แต่เป็นงานเขียนที่รุ่มรวยและอบอุ่น" คริสทีน เบเคอร์

(สนพ.กาลิมารเยาวชน ฝรั่งเศษ)

"เป็นวรรณกรรมชิ้นงาม ไร้จริต ประทับใจ" อัวร์ซูล่า เฮ็กเคล

(สนพ.เซซิลีเดรสเลอร์ เยอรมนี)

"ไม่ใช่หนังสือแนวแฟนตาซีตามสมัยนิยม แต่เต็มไปด้วยอารมณ์อบอุ่นลึกซึ้ง" ฮิโรโกะ โยโกงาว่า

(สนพ.โคดันฉะ ญี่ปุ่น)

ด้วยคำนิยมสุดอลังการและการเป็นนิยายเพียงเล่มเดียวที่ผมรู้จักที่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศถึง 5 ภาษา ยังไม่นับที่แถมพกมาด้วยรางวัลมากมายจากต่างประเทศและซีไรท์ปี 49(เล่มที่ผมอ่านพิมพ์ครั้งที่ 21 อีกต่างหาก)ทำให้แม้แต่คนไม่ค่อยได้อ่านนิยายเป็นประจำนักอย่างผมสามารถตัดสินใจควักกระเป๋าให้กับพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มบางเล่มนี้ได้โดยแทบไม่ต้องไตร่ตรอง แน่ล่ะว่าคำนิยมพวกนี้ก็เหมือนกับดาบสองคม ที่ทำให้ผู้อ่านต้องตั้งความหวังกับหนังสือเล่มนั้นไว้ตั้งแต่ก่อนจะเปิดอ่านว่า "ขอให้สมราคาคุยเท้อ..."

....................................................

"แม่ไม่เคยสัญญาว่าจะกลับมา"

ประโยคลอยๆ มุมบนขวาสุดในหน้าแรกของเนื้อเรื่อง เป็นเทคนิคที่ไม่เลวในการสร้างปมปัญหาและดึงความสงสัยของผู้อ่าน(อย่างผม) ว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นถึงต้องทำให้ตัวเอกต้องมีความคิดอย่างนี้ล่ะนี่ แต่เมื่อกวาดสายตาเริ่มอ่านเนื้อเรื่องกลับตัดไปในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับประโยคดังกล่าว แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปหลายๆตอน ความลับจึงได้ค่อยๆเผยมาทีละน้อยๆ ว่าอดีตของตัวเอกสาวน้อยผู้น่ารักคนนี้มีความเป็นมาอย่างไร

กะทิเป็นเด็กสาวอายุประมาณ 10 ขวบ อาศัยอยู่กับตาและยายที่บ้านริมคลองในสวน ด้วยวิถีชีวิตแบบชาวบ้านๆ รองน้ำฝนกิน หุงข้าวไม่ใช้หม้อไฟฟ้า ซักผ้าด้วยมือและหนำซ้ำยังใช้ไม้หนีบผ้าที่ทำจากไม้ จนทำให้พาลนึกไปว่าน่าจะเป็นครอบครัวชาวสอนที่ค่อนข้างจะยากจน แต่เมื่อเรื่องเดินผ่านไปสี่ห้าตอนความจริงก็ค่อยๆแง้มออกมาว่าครอบครัวของกะทิ ทั้งตาและยายล้วนแต่เป็นคนใหญ่คนโต ที่หนีมาใช้ชีวิตบั้นปลายแบบสมถะในบ้านทรงไทยหลังเก่าริมคลอง แต่แม่ของกะทิเล่า...?

....................................................

"กะทิรอแม่ทุกวัน"

"ในบ้านไม่มีรูปถ่ายแม่เลย"

"ไม่มีใครพูดถึงแม่"

"กะทิอยากให้แม่ไปรับที่โรงเรียนบ้าง"

"อยากรู้ว่าแม่คิดถึงกะทิบ้างมั้ยนะ"

เป็นประโยคนำเรื่องในแต่ละตอนต่อๆมา (และแต่ละประโยคก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องในตอน เช่นเดียวกับตอนที่ 1) ที่ผู้อ่านพอจะปะติดปะต่อให้เป็นเรื่องราวได้เอง ทั้งที่ในเนื้อหาส่วนนิยายยังไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับแม่ของกะทิมากนัก ทิ้งให้ผู้อ่านได้แต่ค้างคาใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของกะที่ จึงได้ทิ้งลูกสาวไปอย่างนี้ ผมคิดว่าจากประสบการณ์ของผู้อ่านส่วนใหญ่น่าจะคิดถึงเรื่องในด้านลบ (หรือเปล่า) เพราะจากที่เราเคยได้ยินได้ฟัง เรื่องของแม่ที่ทิ้งลูกไป ปล่อยให้ตากับยายเลี้ยง ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ แต่แล้วเรื่องราวก็มาถึงจุดที่น่าตื่นเต้น(ขึ้นมาหน่อยนึง) เมื่อประโยคสุดท้ายของเนื้อเรื่องส่วนแรก (ตอนที่ 9) ซึ่งเป็นประโยคแรกที่ผู้ประพันธ์ ใช้เครื่องหมายคำพูดเพื่อเน้นย้ำความสำคัญ (ก่อนหน้านี้จะใช้ indirect speech ตลอด) เป็นคำถามของยาย ที่ว่า

"กะทิ อยากไปหาแม่มั้ยลูก"

....................................................

แน่นอนกะทิตอบตกลง เนื้อเรื่องในส่วนที่สองจึงย้ายจากฉากบ้านริมคลองไปสู่บ้านตากอากาศริมทะเล ที่ๆแม่ของกะทิพักอยู่ แล้วความจริงก็ได้เปิดเผยขึ้นสู่สายตาผู้อ่านว่า แม่ของกะทิป่วยเป็นโรค เอ เอล เอส (ALS: Amyotrophic Lateral Sclerosis) ซึ่งเป็นโรคของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ซึ่งจะเริ่มอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และเสียชีวิตหลังจากเริ่มมีอาการไม่เกิด 5-10 ปี ด้วยภาวะการหายใจล้มเหลว ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดและไม่มีทางรักษา (แม่ของกะทิก็เป็นคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีมาก เคยช่วยเหลือผู้คนมากมายและเป็นที่รักของทุกๆคน บ้านพักตากอากาศนี้ก็เป็นของคนรู้จักที่แม่ของกะทิเคยช่วยปลดหนี้ปลดสินให้ ภายหลังเปิดรีสอร์ทริมทะเลจนรวยล้นขึ้นมา จึงให้แม่ของกะทิมาพักฟรีๆ กระนั้นแม่ของกะทิก็ยังดึงดันจ่ายค่าเช่ารายเดือนทุกเดือนจนได้)

ก็เป็นการตอบคำถามให้กับผู้อ่านไปเปลาะใหญ่ คำถามต่อไปก็คือ แล้วทำไมต้องแยกกันอยู่กับกะทิด้วยเล่า? ตรงนี้ผู้ประพันธ์ก็ได้ค่อยๆทวนอดีตให้ได้ฟังอย่างแยบคาย สรุปได้ว่าสมัยที่คุณแม่ของกะทิเริ่มป่วยนั้น กะทิยังอายุไม่กี่ขวบ ไปพักอยู่ที่บ้านริมคลองที่ๆกะทิอยู่ในปัจจุบัน แต่ยังไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองอ่อนแรงลงมาก วันนึงก็เลยฝืนพากะทิลงเรือไปพายเล่นใกล้ๆ ปรากฏว่าพายุฝนมา คุณแม่ทำไม้พายหลุดมือ ติดอยู่บนเรือกลางฝนกระหน่ำ กลัวอยู่อย่างเดียวว่าเรือจะคว่ำแล้วจะไม่มีแรงว่ายน้ำพากะทิขึ้นฝั่ง ด้วยความสำนึกผิดที่ความดันทุรังของตัวเองทำให้ลูกสาวต้องอยู่ในอันตราย เลยสาบานกับตัวเองไปว่าถ้ารอดไปได้ จะขอไม่อยู่ใกล้กับลูก ทำให้ลูกต้องได้รับอันตรายอีก ปรากฏว่ามีฟ้าผ่าดังขึ้นมาพอดีเหมือนรับรู้ถ้อยคำนั้น หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนมาพบและช่วยเหลือสองแม่ลูกเอาไว้ได้ ตั้งแต่นั้นคุณแม่ก็เลยย้ายไปพักอยู่บ้านพักตากอากาศ ฝากให้ตาและยายเป็นคนดูแลกะทิจนถึงปัจจุบัน

เนื้อเรื่องในส่วนนี้ก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนวันสุดท้ายของชีวิตคุณแม่ของกะทิ ซึ่งก็ไม่ยาวนานนัก ตั้งแต่กะทิมาเยี่ยมบ้านพักตากอากาศ ส่วนที่สำคัญและผู้เขียนให้รายละเอียดคือความรู้สึกสูญเสียของเด็กน้อย และการก้าวผ่านพ้นความเจ็บปวดของเธอ ซึ่งคุณงามพรรณก็ทำได้ดีมากทีเดียว นี่คือส่วนหนึ่งในใจของกะทิในตอนนั้น ตั้งแต่มาถึงบ้านริมทะเลจนกระทั่งคุณแม่จากไป ซึ่งมาในรูปของประโยคนำเรื่องแต่ละตอนเช่นเคย

"ไม่มีใครรู้ว่าแม่เหลือเวลาอีกนานเท่าไหร่"

"ทุกคนรู้แต่ว่าเวลาของแม่เหลือน้อยลงทุกที"

"หนทางในวันข้างหน้าดูเหมือนไม่มีจริง"

"ไม่น่าเชื่อว่าพรุ่งนี้พระอาทิตย์จะยังขึ้นให้เห็นบนฟ้าเหมือนเดิม"

"น้ำตาไม่อาจแทนความโศกเศร้าได้"

"ชีวิตดำเนินต่อไป"

....................................................

เรื่องราวส่วนสุดท้ายคือการตอบคำถามที่เหลืออยู่ แล้วพ่อของกะทิล่ะ...?

ญาติๆที่น่ารักของกะทิ (เป็นคนดีสุดๆกันทั้งนั้น เผอิญเราดูนิยายน้ำเน่าเยอะไปแหงๆ เลยรู้สึกแปลกๆ) ได้พากะทิมายังบ้านกลางเมือง ตามคำสั่งเสียของคุณแม่ ที่นั่นกะทิได้พบกับแถวลิ้นชักของแม่ที่เก็บภาพและของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องในแต่ละปีๆที่ผ่านไป เตรียมไว้ให้กะทิได้รู้จักแม่มากขึ้น หลังจากที่แม่จากไป ประโยคนำในเนื้อเรื่องบทหลังนี้เป็นความในใจของแม่ของกะทิ...

"แม่รู้ว่าวันหนึ่งหนูจะมาที่นี่"

"หนูคืออนาคตของแม่ ตั้งแต่วันที่ชีวิตแม่นับถอยหลัง"

"รักแท้หนึ่งเดียวของแม่คือหนู"

"หนูคือคำตอบในชีวิตแม่"

ที่นี่เองกะทิได้เห็นรูปถ่ายของพ่อเป็นครั้งแรก พ่อของกะทิเป็นชาวต่างชาติ (แน่นอนว่าดูจะไฮโซเช่นกัน) ที่พบรักกับแม่ของกะทิตอนที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ(แม่ของกะทิทำงาน inter มาก เดินทางหลายประเทศมากมาย) และรักกันกับแม่ของกะทิดี แต่ด้วยการตัดสินใจบางอย่าง แม่ของกะทิก็ได้ตัดสินใจกลับมาให้กำเนิดกะทิที่เมืองไทยโดยลำพัง และอาศัยอยู่ในไทยตั้งแต่นั้นมา กะทิได้รับจดหมายจ่าหน้าซองพร้อมส่งฉบับหนึ่ง ภายในมีจดหมายถึงพ่อของกะทิ ที่แม่ของกะทิเตรียมไว้สำหรับหลังจากที่เธอจากไป หากว่ากะทิอยากเจอพ่อ เพียงส่งจดหมายฉบับนี้แล้วรอการติดต่อ พ่อของกะทิ บิดาที่เด็กน้อยไม่เคยได้พบเจอ ก็จะติดต่อกลับมาทันที...

กะทิจะตัดสินใจอย่างไร หากสนใจก็ลองไปติดตามอ่านดูนะครับ :P

....................................................

มาเรื่องสไตล์ของการเขียนบ้าง ที่ผมต้องพูดเรื่องของเนื้อหาก่อนเพราะอยากจะแสดงให้เห็นว่า ความสุขของกะทินี้ เป็นเรื่องที่ "สะอาด" มากๆ อย่างที่ปรากฏในคำนิยมจริงๆ ในชีวิตของกะทิมีแต่คนดีๆ มีฐานะ มีการศึกษา มีแต่ความประสงค์ดีต่อกะทิ ซึ่งบอกตามตรงว่าหาเรื่องราวแบบนี้ให้อ่านยากเหลือเกิน แม้แต่วรรณกรรมเยาวชนของต่างประเทศหลายๆเล่มที่ได้อ่านในช่วงนี้ ก็มักจะมีตัวร้ายที่ชัดเจน(ถึงอาจจะไม่ร้ายมาก)ปรากฏอยู่ด้วยเสมอๆ แต่สำหรับความสุขของกะทิ เลือกที่จะใช้เพียง "ความตาย" เป็นตัวร้ายเพียงตัวเดียวในเรื่องแทน

พอเรื่องราวมันสะอาดมากๆ ความเร้าใจมันก็ไม่เยอะเท่าไหร่ อย่างที่ผมรู้สึกเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่นั่นก็คือจุดดีสำหรับผู้อ่านด้วย ที่จะได้รู้สึกผ่อนคลายและรับรู้อารมณ์ละเมียดจากการบรรยายเรื่องราวด้านบวกแทน นั่นเป็นสาเหตุให้การบรรยายตัวละคร ฉาก และอารมณ์ในเรื่องนี้ มีความโดดเด่นแปลกตาทีเดียว นี่คือส่วนหนึ่งของเรื่องราวในตอนแรก ที่สะท้อนภาพรวมของนิยายเรื่องนี้ได้ดี ว่าสำนวนภาษาที่ใช้มีจุดเด่นอย่างไร

"เสียงกระทะกับตะหลิวปลุกกะทิให้ตื่นขึ้นเหมือนวันก่อนๆ ที่จริงแล้วกลิ่นหอมกรุ่นๆ ของข้าวสุกก็มีส่วนด้วย รวมทั้งกลิ่นควันจากเตาและกลิ่นไข่ทอด แต่เสียงตะหลิวเคาะกระทะต่างหากที่ดึงกะทิให้พ้นจากภวังค์นิทราและภาพฝันสู่วันใหม่

กะทิไม่เคยใช้เวลาล้างหน้าแต่งตัวนาน ตาล้อบ่อยๆว่าวิ่งผ่านน้ำเสร็จแล้วหรือ ยายหันมามองเมื่อกะทิเข้ามาในครัว ยายไม่เคยยิ้มตอบหรือทักมาย ตาบอกว่ายิ้มของยายมีน้อย ต้องสงวนเอาไว้อัดกระป๋องส่งออกไปขายต่างประเทศ

กะทิคดข้าวใส่ขัน สีขาวๆของข้าวสวยเข้ากันดีกับอากาศสดชื่นยามเช้าแบบนี้ ไออุ่นจากขันข้าวในอ้อมแขนแผ่ซ่านทั่วทั้งอกและใจที่รัวจังหวะกระชั้นขึ้นเมื่อกะทิออกวิ่งไปท่าน้ำ ตานั่งอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่แล้วกับถาดอาหารเหมือนเคย ไม่นานเสียงพายกระทบน้ำก็ดังขึ้น พร้อมกับที่หัวเรือพ้นคุ้งน้ำออกมาให้เห็น สีจีวรของหลวงลุงเพิ่มความสดใสให้บรรยากาศ พี่ทองลูกศิษย์ยิงฟันขาวมาแต่ไกล ตาบอกว่าพี่ทองน่าไปอยู่คณะตลกชวนยิ้ม ยิ้มของพี่ทองเหมือนโรคติดต่อ ยิ้มที่ส่งมาจากหัวใจระรื่น ต่อสายตรงถึงปากและแววตา แผ่รัศมีเป็นคลื่นรอบๆ เหมือนเวลาโยนก้อนหินลงในน้ำ จนคนรอบข้างรู้สึกได้"

นอกจากที่เน้นการบรรยายที่ละมุนละไมดึงภาพแล้ว การใช้ indirect speech เป็นส่วนใหญ่ (ผมไม่แน่ใจว่าหลักภาษาไทยเรียกว่ายังไง) ก็ทำให้การอ่านไหลลื่นเป็นเนื้อเดียว เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่อาจเอามาใช้ในการแต่งนิยายที่ต้องการความนุ่มนวลต่อเนื่อง ลักษณะมุมกล้องเป็น 3rd person view แต่กล้องหลักอยู่ที่ตัวเอกของเรื่อง ในบางครั้งความนึกคิดของกะทิก็จะปรากฏคล้าย 1st person view บ้าง ซึ่งก็เป็นลักษณะทั่วไปของวรรณกรรมเยาวชน

การบรรยายตัวละครนั้นทำน้อยมาก อาศัยการดำเนินเรื่องและสิ่งแวดล้อมค่อยๆเผยว่าตัวละครแต่ละตัวมีลักษณะอย่างไร อย่างในตอนที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ก็ทำให้ได้รู้บุคลิกคร่าวๆของกะทิว่าเป็นเด็กที่ active และขยัน ยายเป็นคนพูดน้อยและอาจจะดูดุซักหน่อย ตาเป็นคนมีอารมณ์ขัน และพี่ทองเป็นคนร่าเริงยิ้มเก่งและเป็นมิตร เป็นต้น โดยที่ไม่ได้บอกเล่าตรงๆเลย ตลอดทั้งเรื่องผู้ประพันธ์แทบไม่ได้ให้รายละเอียดเรื่องของรูปร่างหน้าตาตัวละคร แม้กระทั่งอายุของกะทิก็ไม่ได้บอกไว้ตรงๆ หรือถ้าตัวเอกของเรื่องใช้ชื่ออื่นๆที่อาจเป็นชื่อเด็กชายได้ และไม่มีรูปประกอบคร่าวๆที่หน้าปกและนำบท ก็อาจจะนึกไปเองว่าตัวเอกเป็นเด็กผู้ชายได้เลยทีเดียว

ในเรื่องการถ่ายทอดอารมณ์ในฉากสำคัญเช่นการตายของแม่ ซึ่งบอกตามตรงว่าผมรอคอยอ่านฉากนี้อยู่ว่าจะสื่อสารออกมาแรงหรือกระชากอารมณ์แค่ไหน แต่ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างเรียบๆ อย่างไรก็ตาม ก็มีเงาแห่งความเยือกเย็นเศร้าสร้อยสมจริงปรากฏอยู่อย่างสัมผัสได้

"คืนนั้นกะทิตื่นมากลางดึก รู้สึกแปลกในใจชอบกล อาจเป็นเพราะคำพูดของแม่เมื่อตอนนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน แม่พูดลอยๆว่า ไม่อยากให้ฟ้ามืดเลย

คงไม่ใช่แต่กะทิคนเดียวที่นอนไม่หลับ กะทิย่องลงบันไดมาถึงเรือนเล็กและเห็นน้ากันต์นั่งอยู่ข้างเตียงของแม่ น้ากันต์เป็นคนเดียวที่กะทิไม่เคยเห็นแสดงอารมณ์หรือน้ำตา แต่ในแสงสลัวของห้องพักคนเจ็บ กะทิเห็นไหล่ทั้งคู่ของน้ากันต์สั่นสะท้าน สุดท้ายกะทิเห็นน้ากันต์ซบหน้าลงข้างตัวของแม่อยู่เนิ่นนาน

ไม่มีสัญญาณรับรู้ใดๆจากใบหน้าใต้หน้ากากเครื่องไบแพพ" (เครื่องช่วยหายใจแบบไม่ต้องใส่ท่อภายในลำคอ ผู้เขียนได้กล่าวถึงก่อนหน้า)

ดวงจันทร์เหลือเพียงเสี้ยวเล็กๆอยู่กลางฟ้า เงาต้นสนริมรั้วลู่ตามแรงลมน้อยๆ เวลาเหมือนหยุดนิ่ง นิ่งจนกว่าดวงตะวันจะขึ้นอีกครั้งอย่างสดชื่นสวยงามพ้นจากขอบฟ้าเหนือทะเล ปลุกทุกสรรพชีวิตบนโลกให้ตื่นขึ้น แต่ไม่มีแม่รวมอยู่ด้วยอีกต่อไป"

ประโยคสุดท้ายนั้นทำให้ผมสะเทือนใจอย่างใช้ได้เลยทีเดียว

ในภาพรวม ความสุขของกะทิ เป็นนิยายที่ไม่ได้เขียนขึ้นสำหรับเด็กเท่าไหร่ เพราะหลายตอนค่อนข้างลึกและ มีการใช้สัญลักษณ์ และจินตนาการลึกซึ้งในบางตอน ข้อนี้จากที่ได้อ่าน review นิยายเรื่องนี้ ผู้ประพันธ์เองก็ได้กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นนิยายสำหรับเด็กเท่าใดนัก แต่เพราะตัวเอกเป็นเด็ก เลยถูกจับพลัดจับผลูเข้าไปอยู่ในหมวดวรรณกรรมเด็กเอาซะอย่างนั้น นิยายเรื่องนี้มีพล็อตที่ไม่ได้เฉียบขาดหรือหักมุมเอามันส์เท่าไหร่นัก แต่โดดเด่นที่การบรรยายและถ่ายทอดอารมณ์ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการเลือกใช้สำนวนภาษาและการเรียบเรียงประโยคถ้อยคำ ถ้าใครที่มีการอดิเรกหรือรักในการเขียนนิยายน่าจะมีโอกาสได้อ่านซักรอบครับ

....................................................

ปล. โรค ALS: Amyotrophic Lateral Sclerosis เป็นโรคที่พบได้ประมาณ 1 ใน 100,000 คนนะครับ เป็นโรคที่สวยในการเอามาเขียนนิยายเหมือนกัน แต่อาจจะมีคนรู้จักน้อย คนป่วยจะเสียชีวิตใน 5 ปี โดยต้องนอนเตียงและไม่มีแรงขยับตัว โดยไม่ต้องผมร่วง มีจ้ำเลือดตามตัว ต้องนอนร.พ.ตลอดเหมือนลิวคีเมีย และสุดท้ายจะเสียชีวิตด้วยปัญหากล้ามเนื้อในการหายใจอ่อนแรงและระบบหายใจล้มเหลว เป็นโรคไม่ติดต่อส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดที่สำคัญคือยังไม่พบวิธีรักษาด้วยครับ แหม่ เป็นโรคที่สวยงามลงตัวจริงๆ :P

Review by Dr.Cid


edit @ 2006/12/21 22:11:51