Warcraft Book #2 : The Lord of the Clans
จักรกลสงคราม เล่มที่ 2 : ทาส นักรบ ราชันย์
(แปลเอาโต้งๆอย่างนี้แหละท่านทั้งหลาย)
Authur : Christie Golden
Review by Horus
![]()
นี่คือนิยายฉบับที่ 2 ในซีรีส์ Warcraft ต่อจาก Day of the Dragon ต่างกันตรงที่นิยายเล่มนี้เป็นการถอดความมาจากเนื้อหาหลักของตัวเกม ซึ่งถูกวางโครงเรื่องขึ้น โดย คริส เม็ทเซ็น (Chris Metzen) เพื่อเป็นเกมแนวผจญภัย แบบ point and click(1998) ภายใต้ธง BlizzardEntertainment แต่ด้วยการตลาดที่ผันผวน และความไม่เข้าใจกันระหว่างทีมงานผู้ผลิต (ที่เจือกจ้างทีม animator สัญชาติรัสเซีย...ชิท...)ทำให้ต้องถอดตัวเกมออกจากการวางจำหน่าย อย่างน่าเสียดาย
![]()
นี่คือตัวอย่างของภาพจากในเกม...(ทำไมนึกถึงการ์ตูนเด็กของฮันน่า บาบาร่าห์ ขึ้นมาตะหงิดๆฟะ)
ด้วยเหตุที่ตัวเนื้อเรื่องช่างสำคัญและน่าสนใจเกินกว่าจะโยนทิ้งลงถังขยะเปียก ทำให้ผู้รับผิดชอบตัดสินใจโยนมันลงถังขยะรีไซเคิล ด้วยการจ้างผู้แต่งนิยายมืออาชีพมารจนาเรื่องราวให้สมบูรณ์ และนำมาออกวางขายในรูปแบบพ๊อกเก็ตบุค พวกเขาตัดสินใจให้ผู้แต่งนิยายแนวแฟนตาซี และหนึ่งในผู้แต่งซีรีส์ Star Trek - คริสตี้ โกลเด้น (Christie Golden) จับปากกาถ่ายทอดเรื่องราวของเผ่าพันธุ์ตัวเขียวที่เราเคยรู้จัก ในชื่อ 'ออร์ค' เผ่าพันธุ์ตัวเขียวที่เรารู้จักในความโหดร้าย-ชั่วช้า-บ้าคลั่ง-ป่าเถื่อน
ออกมาในรูปแบบที่วงการวรรณกรรมในสมัยนั้น(2001)ไม่เคยเห็น จากชนเผ่าตัวเขียวที่ชื่อว่า ออร์ค...
นั่นคือ ศักดิ์ศรี เกียรติยศ ความทรนง ความกล้า
ความหวัง
!!Warning!! - Spoiler Alert!!!
เราทั้งหลายในที่นี้อาจจะรู้จักตัวละคร ธรอล จาก WarcraftIII ในฐานะของผู้นำ และวีรบุรุษ ของเผ่าชนตัวเขียว ที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ มีเกียรติศักดิ์นักรบ มีมนุษยธรรม(?) และฉลาดเหลือเมื่อเทียบกับออร์ค หรือคนบางคน
แต่เราอาจจะไม่รู้ว่า เบื้องหลังของคุณสมบัติต่างๆที่ได้กล่าวมา ล้วนเกิดจากการแต่งแต้มด้วยปลายพู่กันที่ชื่อว่าชะตากรรม นำพาออร์คหนุ่มผู้นี้ไปประสบพบกับหลายสิ่ง ทั้งสุขและโศกนาฏกรรม
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นที่การก่อตั้ง Shadow Council
มันคือสภาพ่อมด ซึ่งจะครอบงำทุกการตัดสินใจของออร์คทุกตน และจะขายวิญญาณของออร์คทุกผู้ให้เป็นทาสคำสาบแห่งความโกรธเกรี้ยวชิงชังและความรักในการฆ่าฟัน เพื่อแลกกับพลังมารอันกล้าแข็งที่เหล่า Shadow Council จะได้รับ (โดยผู้ถูกทำให้เป็นทาส จะมีสัญลักษณ์ คือดวงตาสีแดงฉานที่ลุกโหมเหมือนเปลวไฟ) สภานี้นำโดย กัลแดน(Guldan) พ่อมดออร์ค
ดูราทาน (Duratan) หัวหน้าเผ่า Frostwolves Clan เป็นหนึ่งในผู้ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของกัลแดน เขาถูกลงโทษโดยการเนรเทศไปอยู่บนเทือกเขาห่างไกล Alterac และไม่สามารถกลับมาได้อีก
ออร์คน้อยตนนี้เกิดขึ้นในถ้ำอันอบอุ่น ภายใต้อากาศหนาวยะเยือกของเทือกเขา ทารกโตวันโตคืนภายใต้ความรักของผู้เป็นพ่อซึ่งนับวันก็ยิ่งจะผูกพันลึกซึ้งและเกิดความต้องการจะสร้างโลกที่ดีกว่าสำหรับออร์ค เพื่อให้ออร์คน้อยไร้ชื่อตนนี้ได้เติบโตในหมู่ออร์คที่แท้จริง เติบโตในวัฒนธรรมอันดีงาม(?)ของออร์คที่นับวันจะยิ่งสูญหายไปโดยการปกครองและคำสาบของ Shadow Council
ดูราทานจึงตัดสินใจทำสิ่งที่อันตรายต่อชีวิตและความมั่นคงของเผ่าเป็นที่สุด นั่นคือหาหนทางการจัดการกับ Shadow Council เขาคิดจะเริ่มต้นด้วยการบอกแผนร้ายที่มีน้อยคนนักที่รู้และยังมีชีวิตอยู่ได้ของ Shadow Council ต่อ ออร์กริม ดูมแฮมเมอร์(Orgrim Doomhammer) สหายสนิท
![]()
ออร์กริม ดูมแฮมเมอร์ และฆ้อนศึกหายนะของเขา
เขา ภรรยา และทารกน้อยเดินทางออกจากเผ่า ไปยังเผ่าของ ออร์กริม เพื่อบอกเรื่องราวของกัลดาน เมื่อได้รับฟัง ออร์กริมได้แต่เชื่อคำของดูราทาน แต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ จึงได้บอกจุดที่ดูราทานสามารถพาครอบครัวไปหลบซ่อนตัวเป็นชั่วระยะเวลาหนึ่งได้ก่อนจะมีการจัดการอีกครั้ง ออร์กริมส่งดูราทานไปยังสถานที่นั้น พร้อมด้วยองค์รักษ์ที่ไว้ใจ เพื่อความปลอดภัย หารู้ไม่ว่านั่นเป็นการส่งมัจจุราชไปตอกย้ำชะตามรณะของดูราทาน
เมื่อถึงที่ราบ Durnholde นักฆ่าออร์คสามตนก็เข้าโจมตีทันที ดูราทาน ดรากาภรรยาของเขา ไวท์เอียร์เพื่อนหมาป่าของเขา ต่างถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ ยมที่นั่น เหลือไว้เพียงทารกน้อยที่ถูกปล่อยไว้ให้สัตว์ป่ามาจัดการ
หารู้ไม่ว่า แอเดลาส แบล็คมัวร์(Aedelas Blackmoore) จะมาพบทารกน้อยเข้าพอดี ทันทีที่พบ ในสมองของเขาก็เกิดแผนการขึ้นมา เป็นแผนการที่จะเลี้ยงดูออร์คน้อยตนนี้เป็นนักรบ เพื่อที่จะสร้างอำนาจและความมั่งคั่ง เป็นขุนศึก นำออร์คเชลยทั้งหลายเข้าสู่สงคราม เพื่อโค่นล้มบัลลังก์ของกษัตริย์มาเป็นของเขาเอง
ทารกน้อยจึงถูกเก็บมาเลี้ยงอย่างมนุษย์
ได้รับการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญการใช้อาวุธทุกชนิด และวิธีการต่อสู้อย่างมีศักดิ์ศรี นอกเหนือจากการฆ่าฟัน จาก 'จ่า' (Sergeant - ไม่เคยบอกเลยชื่อตลอดทั้งเรื่อง)
ได้รับการศึกษา จนเข้าใจภาษามนุษย์ รู้จักการอ่านและการเขียน จาก Jaramin (โผล่มาแป๊บเดียว)
ได้รับความรู้ศิลปะ วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ การยุทธศาสตร์ และได้รับความรัก(ฉันท์พี่น้อง T-T ) จากเพื่อนชาวมนุษย์คนแรกของเขา ทาเรธา (Taretha) - ทารี่(Tari)
และ ได้รับชื่อที่ตอกย้ำความเป็นเจ้าของ... บัดนี้ออร์คน้อยได้รับชื่อของตนว่า ธรอล(Thrall) จาก ลอร์ดแบล็คมัวร์
ทาส
วันคืนในกรงผ่านไป ธรอลเติบใหญ่ขึ้นเป็นออร์คหนุ่มฉกรรจ์ร่างยักษ์ ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การรบทุกแขนง และถูกนำมาใช้เป็น gladiator ต่อสู้เพื่อเงินตราและชื่อเสียงต่อ ลอร์ดแบล็คมัวร์ - เท่านั้น
การต่อสู้ผ่านไปนับครั้งไม่ถ้วน ค่อยๆเพิ่มชื่อเสียงและเงินตราให้กับลอร์ดแบล็คมัวร์ แต่มันก็ค่อยๆความกังขาต่อความรักที่ธรอลคิดว่าลอร์ดแบล็คมัวร์มีให้ต่อเขา เขาเคยคิดว่า แบล็คมัวร์ถึงแม้จะเป็นคนกักขฬะ หยาบโลน ชอบใช้กำลังทำร้ายธรอลเวลาที่เขาหงุดหงิด แต่เขาก็ให้ทุกอย่างที่ทำให้ธรอลมี'วันนี้' และเลี้ยงดูปูเสื่อธรอลอย่างดีทุกครั้ง(เมื่อธรอลชนะ...)
ในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในฐานะgladiator ธรอลพ่ายแพ้ให้กับOrge หลังผ่านการต่อสู้จนเหนื่อยแทบขาดใจและบาดเจ็บเจียนตายกับสัตว์ร้ายมา 7ครั้ง ขณะนั้นเขาเพียงคิดว่า เขาทำดีที่สุดแล้ว และแบล็คมัวร์น่าจะชื่อชมเขาบ้าง
ขณะที่นอนหายใจรวยระรินจากบาดแผลทั้งหมดที่ได้รับอยู่บนเตียงสนาม แบล็คมัวร์เข้ามาพบเขา และไม่ทำอะไรนอกจากกระหน่ำลูกเตะใส่เขาที่นอนบาดเจ็บอยู่ พร้อมทั้งพูดจาด่าทอไม่เหลือชิ้นดี
ธรอลสำนึกได้ถึงคำว่า การถูกหักหลัง ไม่มีอะไรมาฉุดรั้งเขาได้อีกแล้ว เขาจะหนี...
เขาส่งจดหมายถึงทารี่ ซึ่งเธอก็ช่วยเต็มที่ด้วยการวางเพลิงเผาโรงนาในเมือง(!?) ทำให้เกิดความโกลาหล และธรอลก็หนีออกมาได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น เมื่ออกมานอกเมือง ธรอลได้พบก็ทารี่ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้คุยกับเธอแบบปากต่อปาก ก่อนจะแยกกันไปทารี่ได้ให้จี้ไว้เส้นหนึ่งและบอกให้ธรอลเอามาสอดไว้ที่โพรงไม้หากจะติดต่อกันอีก
การหนีของธรอลดำเนินได้เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น... เขาถูกจับไปโดยทหารคุมค่ายเชลยออร์ค ถูกยึดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเสบียง อาวุธที่ของแบล็คมัวร์ที่ทารี่เตรียมมาให้ และจดหมายที่ธรอลเอาออกมาเองเมื่อเป็นที่แก้คิดถึงทารี่ (T_T!)
ที่นั่นธรอลได้รู้ถึงคำสาบที่ Shadow Councilได้ทำไว้กับชาวออร์ค ผลจากคำสาบหลังจากพลังมารถูกใช้จนสิ้นไป นั่นทำให้ออร์คทุกตนเกิดความเฉื่อยชาจนแม้กำแพงไม้จะสูงเพียงสองช่วงตัว และทหารยามจะมีอยู่เพียงเล็กน้อย ก็ไม่กล้าจะหนีกัน
ประจวบกับแบล็คมัวร์รู้ถึงข่าวที่ค่ายเชลยจับออร์คตัวใหม่ที่รูปร่างหน้าตาคล้ายธรอล ทำให้แบล็คมัวร์เดินทางมายังค่ายเชลย ธรอลรู้ข่าว และพยายามจะหนี ความพยายามของธรอลสำเร็จได้ เมื่อมีออร์คบางตนที่เพิ่มแรงใจของตนได้จนหลุดพ้นจากคำสาบและสละชีวิตเพื่อให้ธรอลปีนหนีออกมา เขาวิ่งหนีสุดชีวิต เมื่อแบล็คมัวร์มาถึงค่ายเชลย ก็ไม่มีออร์คที่ชื่อทรอลเสียแล้ว
เหลือแต่สิ่งที่น่าเป็นกังวลมากกว่า...นั่นคือจดหมายของทารี่
นั่นทำให้แบล็คมัวร์รู้ถึงบทบาทของทารี่ต่อการหนีของธรอล แบล็คมัวร์ได้แต่เพียงซ่อนความจริงไว้ในใจ และเริ่มดื่มเหล้าอย่างหนักเพื่อดับความคับแค้นตั้งแต่เวลานั้น...
ธรอลวิ่งหนีอยู่หลายวันหลายคืน จนไปหมดแรงสลบในป่าแห่งหนึ่ง เมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ได้พบกับกลุ่มออร์คของ Warsong Clan จากจุดนั้นทำให้เขาได้พบกับ กรอม เฮลสกรีม (Grom Hellscream)และได้รับความช่วยเหลือ ทั้งคู่แลกเปลี่ยนข่าวสารจากโลกภายนอกซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องคำสาบที่ทำให้ออร์คในค่ายเชลยเฉื่อยชา ทั้งคู่เริ่มวางแผนที่จะปลดปล่อยเชลยออร์คจากค่ายแต่ก็จบที่การไม่พร้อมในหลายๆปัจจัย
ที่ Warsong Clan นี่เองที่ธรอลได้เริ่มล่วงรู้ถึงหลักฐานแห่งชาติกำเนิดของเขา นั่นคือผ้าพันเอวสีน้ำเงินทอลายรูปหมาป่าสีขาว กรอมรู้ทันทีว่าธรอลมาจาก Frostwolves Clan ธรอลจึงออกเดินทางขึ้นเทือกเขา Alterac เพื่อตามหาเผ่าของเขา
นักรบ
การเดินทางขึ้นเทือกเขาสูงในฤดูหนาว ทำให้ธรอลหมดแรงล้มลงสลบกลางหิมะอีกครั้ง(- -;) เคราะห์ดีสำหรับธรอลอย่างยิ่ง ที่หมาป่าของ Frostwolf Clan มาพบเข้า ธรอลได้พบกับเผ่าของเขาแล้ว แม้จะมีหลักฐานยืนยันว่าเขาเป็นถึงขั้นบุตรหัวปีของหัวหน้าเผ่าคนก่อน-ดูราทาน แต่ธรอลก็ต้องพบกับการทดสอบน้ำใจของเขาจาก เดร็กธา(Drek'Thar)ชาแมนและหัวหน้าเผ่ารักษาการณ์ ในความถ่อมตน และศักดิ์ศรี
อย่างทุลักทุเล...ธรอลผ่านการทดสอบนั้นมาได้ ในที่สุดเขาก็ได้รับการยอมรับจากชาแมนตาบอด และสิ่งต่างๆที่จำเป็นต่ออนาคตของเขาก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่นี่
ธรอลใช้ชีวิตตลอดฤดูต้นหนาวจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิถัดมา ได้เรียนรู้หลายต่อหลายสิ่งจากเผ่าของเขา ได้รับรู้ถึงอดีตและเหตุผลที่แท้จริงของการตายของบิดา และคำสาบของเหล่าออร์ค ได้รับตำแหน่งหัวหน้าเผ่า ได้เรียนรู้วิถีแห่งชาแมน จากเดร็กธา วิถีเก่าแก่ของออร์ค ที่ทำให้ออร์คเป็นออร์คอย่างแท้จริง และจะทำให้ออร์คเชลยเหล่านั้นหลุดพ้นจากคำสาบได้ และได้เพื่อนคู่ใจเพิ่มอีกหนึ่งตัว หมาป่าเพศเมีย สโนว์ซอง(Snowsong) -(เป็นหมาป่าที่ธรอลใช้ขี่วิ่งไปไหนมาไหนในเกม - -; )
ขณะที่ทุกอย่างเริ่มถึงพร้อม ก็มีนักเดินทางร่างยักษ์ในชุดผ้าคลุม(ลึกลับ?) เดินทางมาถึงเผ่า ชายลึกลับนั้นพูดจากกล่าวหาและกล่าวโทษ ออร์กริม ดูมแฮมเมอร์ (Orgrim Doomhammer) ผู้นำคนก่อนของเหล่าออร์คทั้งหลายอย่างถึงพริกถึงขิง ทำให้ธรอลโมโห และท้าประลองชายลึกลับผู้นั้น การต่อสู้รุนแรงแทบถึงตายดำเนินขึ้นกลางวงสนทนา ในที่สุด ชายลึกลับก็เป็นฝ่ายชนะอย่างฉิวเฉียด และประกาศว่าตนคือ ออร์กริม ดูมแฮมเมอร์
การกลับมาของศูนย์รวมจิตใจของชาวออร์คทำให้ความหวังเปล่งประกายขึ้นมาอีกครั้ง ออร์กริม ธรอล เดร็กธา ออร์คหนุ่มที่จับอาวุธได้ทุกคน และหมาป่าหิมะฝูงหนึ่ง เดินทางลงจาก Alterac เพื่อเริ่มแผนการปลดแอกออร์คเชลยจากค่ายต่างๆ (มีหลายค่าย) ทั้งหมดสมทบกับกรอม เฮลสกรีม และ Warsong Clan ของเขา
การจัดทัพเริ่มขึ้นทันทีที่ธรอลมาถึง เมื่อทุกสิ่งพร้อม การตีค่ายเชลยเพื่อปลดแอกออร์คก็เริ่มขึ้น ทีละค่าย ทีละค่าย ธรอล ออร์กริม และกรอม สามารถช่วยเหลือออร์คเชลย แก้พวกเขาจากคำสาบ และค่อยๆได้สมัครพรรคพวกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน การต่อต้านจากฝ่านมนุษย์ก็ค่อยๆมากขึ้นเช่นกัน
การปลดแอกค่ายครั้งหนึ่ง พลหอกอัศวินของฝ่ายมนุษย์เข้าโจมตีออร์กริมได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนสิ้นลมออร์กริมได้ฝากฝังทุกสิ่งไว้กับธรอล เกราะสีดำและฆ้อนศึก อันเป็นสัญลักษณ์ของเขา ตำแหน่งนายเหลือหัวแห่งออร์คทุกเผ่าของเขา และสิ่งสุดท้ายที่ออร์กริมจะฝากไว้ในมือของธรอลได้ อนาคตของชาวออร์คที่เปี่ยมไปด้วยสันติสุขตามแนวทางแต่เก่าก่อน
![]()
ธรอล ภายใต้ชุดเกราะสีดำของออร์กริม
ราชันย์
หลังการรบที่เกิดการสูญเสียอย่างสาหัส ทำให้ธรอลคิดหาวิธีการอื่นที่จะจัดการกับปัญหาเชลยออร์ค สิ่งที่เขาคิดได้ คือการเข้าพบแบล็คมัวร์ เพื่อกดดันให้แบล็คมัวร์ปล่อยเชลยออร์คทั้งหลายออกมา
เขาได้เริ่มติดต่อหาทารี่ ทั้งคู่ออกมาพบกันในคืนวันหนึ่ง ทารี่รู้ทันทีว่าธรอลมาเพื่อเข้าโจมตี Durnholde ธรอลจะยกกองทัพมาเพื่อขู่ให้แบล็คมัวร์ยอมปล่อยเชลยออร์ค ไม่เช่นนั้นจะเข้าโจมตี เขาชักชวนให้ทารี่หนีออกมาพักนอกเมืองก่อน แต่เธอปฏิเสธ เนื่องด้วยความเป็นห่วงครอบครัวหากแบล็คมัวร์รู้ว่าเธอหายไป ธรอลได้แต่ยอมตาม ทั้งคู่แสดงความอาลัยรักต่อกัน ก่อนจะแยกจากกัน
ทารี่กลับเข้าเมืองผ่านทางลับที่ได้ลอบออกมา และต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบแบล็คมัวร์กำลังนั่งเอกเขนกคอยเธออยู่หน้าปากทางลับนั่นเอง...
รุ่งเช้า ธรอลยกทัพเข้าประชิด Durnholde เขาก้าวออกไปใกล้กำแพงเมืองเพียงคนเดียว เพื่อปะหน้ากับแบล็คมัวร์ ธรอลยื่นข้อเสนอให้แบล็คมัวร์ปล่อยออร์คทุกตนออกจากค่ายกักกันไม่เช่นนั้นแล้วจะสั่งกองทัพเข้าโจมตีเมือง แม้แบล็คมัวร์จะไม่ยินยอม ธรอลก็พยายามจะร้องตะโกนบอกทหารในเมืองทุกคนให้ยอมวางอาวุธ
สุดท้าย แบล็คมัวร์หัวเราะร่า และให้คำตอบด้วยการโยนศีรษะขาดวิ่นของทารี่ลงมาต่อหน้าธรอล!
ธรอลนิ่งตะลึงงัน เขาเสียใจแทบสิ้นสติ เมฆฝนมืดครึ้มเริ่มก่อตัวบนท้องฟ้าคล้ายจะตอบรับความเศร้าโศกของเขา น้ำตาหยดแรกของธรอลหลั่งลงที่นี่ เขาเงยหน้าร้องตะโกนด้วยความเศร้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวพร้อมๆกับเสียงฟ้าร้องดังลั่น
เสียงร้องของธรอลหยุดลง...
การโจมตีป้อมDurnholdeเริ่มจากจุดนั้น...
เห็นการพ่ายแพ้และการตายดุจใบไม้ร่วงของทหารของตน แบล็คมัวร์หนีด้วยความหวาดกลัว เพื่อที่จะไปพบกับธรอลกำลังยืนรอเขาอยู่ ธรอลท้าดวลแบล็คมัวร์ การดวลเริ่มขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก เขากระหน่ำฟันแบล็คมัวร์ทุกๆครั้งเหมือนเป็นการเยียวยารอยแผลที่แบล็คมัวร์ฝากไว้กับเขา
การดวลจบลง แบล็คมัวร์ตายพร้อมกับคำชมในความสามารถของธรอล
สงครามจบลงพร้อมๆกับการดวลเช่นกัน ทหารมนุษย์ที่เหลือต่างพากันละทิ้งอาวุธและยอมจำนน กองทัพชาวออร์คได้ชัยในสงคราม และเหล่าเชลยได้รับการปลดแอกในที่สุด
ภายใต้เสียงร้องตะโกนของเผ่าชน เสียงร้องเรียกชื่อเขา เขาได้รับสันติสุขที่เขาไขว่คว้ามานานแสนนาน
คือการค้นพบตัวเอง และการก้าวเดินในทางเดินของตน
วิจารณ์
การดำเนินเรื่องดำเนินในรูปแบบการบรรยายจากบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นที่สะดวกและดำเนินไปได้ดีทีเดียวสำหรับนิยายเรื่องนี้ เนื่องจากเรื่องทั้งเรื่องมีสาระอยู่มาก หากบรรยายโดยวิธีอื่น หรือบรรยายจากมุมมองของธรอลฝ่ายเดียว อาจทำให้เนื้อหาเกือบครึ่งเรื่องหายไปได้
โดยรวมแล้วการดำเนินเรื่องถือว่ากระชับดีครับ ยกเว้นในช่วงแรกๆที่อาจจะเนิบนาบเล็กน้อย แต่ทุกอย่างจำเป็นสำหรับการวางโครงเรื่องเพื่อไปถึงบทสรุปในตอนท้ายของเรื่อง ซึ่งถือเป็นคุณูปการของผู้แต่งจริงๆที่ทำให้ช่วงวัยเยาว์ของธรอลน่าเบื่อน้อยได้ และทำให้คนอ่านไม่อยากเลิกอ่านไปเสียก่อน (พูดแล้วรู้สึกว่าการแต่งของเราน้ำเยอะจริงๆ...)
การบรรยายฉากรอบตัวของผู้แต่งไม่เยิ่นเย้อเลย กระชับพอดี ได้โลกทัศน์มากพอสมควร
การพัฒนาของตัวละคร เป็นสิ่งที่เป็นแก่นหลักสำคัญของเรื่องนี้ จากออร์คตัวน้อยๆไม่รู้เรื่องอะไร ค่อยๆพัฒนาทีละน้อย ในทุกๆบท จนกลายเป็นขุนศึกผู้ปลดแอกเผ่าชนของตัวเอง จุดนี้ผู้เขียนสามารถรังสรรค์มันได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลและเหมาะสมมากครับ ผมคิดว่าบทสรุปสุดท้ายของธรอลในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนขมวดมันลงมาได้สมบูรณ์แบบโดยไม่ทิ้งแก่นหลักของเรื่องเลยแม้แต่น้อย
ผมชอบการบรรยายความงามของทารี่มากครับ
ผู้แต่งเธอเพียงแค่เล่นด้วยรายละเอียดบางส่วนเป็นจุดๆ แทรกลงไปในเนื้อหาทีละน้อยๆเท่านั้น (ไม่ใช่บรรยายพรูดเดียวจบอย่างที่เคยเจอะเจอมาก่อน) เช่น เส้นผมยาวสลวยของเธอ การเปรียบเทียบความเล็กใหญ่ของมือเธอต่อธรอล(ผมคิดว่ามันเพิ่มความน่าเอ็นดูมาก) กริยาท่าทางในอารมณ์ต่างๆ พอทั้งหมดมารวมกัน ผมบอกได้เลยว่าเธอสวยขนาดไหน และผมก็แอบชอบเธอไปแล้วซะด้วยสิ (^^; )
จะตัดตัวอย่างการบรรยาย"ความงาม"ของทารี่มาให้ดูครับ
[quote]
...she had not covered nor braided her hair, and it fell loose around her shoulders like a fall of purest gold. Taretha was laughing...
(ไม่กล้าแปลให้เสียอรรถรสหรอกครับ...)
[quote]
...The light fell across Taretha's sleeping face. Gently, so as not to wake her, Blackmoore sat down on the bed. He removed his gloves and reached to touch the soft, creamy curve of her cheek. She was so beautiful. Her touch had thrilled him, her laughter moved him. But no more...
(ไม่กล้าแปลเหมือนกัน...ผมเกลียดไอ้แบล็คมัวร์ อ๊ากกก!!!!)
ในส่วนของการบรรยายการรบระหว่างมนุษย์และออร์คยังไม่ถึงพริกถึงขิงมากนัก ผู้เขียนมักเริ่มจากการโหมโรงการเข้าโจมตีกันระหว่างกองทัพ แล้วไปโผล่อีกครั้งตอนรบเสร็จแล้วเลย... (แต่พอจะทำให้ไม่เบื่อได้ด้วยการบรรยายการใช้พลังชาแมนต่างๆของธรอลระหว่างการรบ) แต่จากการอ่านช่วงการรบครั้งสุดท้ายที่ป้อม Durnholde อาจทำให้ต้องข้อสงสัยได้ว่าความจริงแล้วผู้เขียนพยายามหลีกเลี่ยงการบรรยายการประจัญบานระหว่างกองทัพสองกองทัพหรือเปล่า? เพราะการประจัญบานเป็นสิ่งที่เขียนยาก? หรือการประจัญบานเป็นสิ่งที่เขียนแล้วอ่านไม่สนุกกันแน่?
โดยส่วนตัวแล้วผมชอบช่วงที่ธรอลอยู่ใน Warsong Clan ไปจนกระทั่งถึง การรบครั้งสุดท้ายที่ Durnholde โดยเฉพาะช่วงที่ธรอลอยู่ใน Frostwolves Clan การเรียนรู้และใช้ความสามารถของชาแมน และการทำสัญญากับวิญญาณธาตุทั้งสี่ เป็นช่วงที่ความเป็นแฟนตาซีของเรื่องไปถึงจุดสูงสุดจริงๆครับ
Quote!
นิยายเรื่องนี้มีจุดที่น่าประทับใจและน่า quote มาใช้มากมาย นี่เป็นตัวอย่างของจุดที่ผมรู้สึกประทับใจและคิดว่าน่าจะนำมาให้ท่านอ่านกัน (แปลเอาเองล้วนๆ อาจจะดูด้วนๆแต่จะแปลอย่างดีที่สุดครับ T-T)
[ธรอล พบกับ ทารี่ นอกเมือง Durnholde หลังธรอลหนีออกมาได้ และทารี่พูดถึงแบล็คมัวร์]
"มันทำร้ายเจ้าหรือเปล่า?" ธรอลประหลาดใจที่เขาสามารถรู้สึกโกรธได้เพียงนี้
"ไม่หรอก ไม่จริงๆจ้ะ" มือของเธอแตะลงบนข้อมืออีกข้างหนึ่ง เธอคลำมันอย่างแผ่วเบา ใต้แขนเสื้อ ธรอลเห็นเงาจางๆของรอยเขียวช้ำ "ไม่ได้ทำร้ายตัวข้า มันซับซ้อนกว่านั้น"
"บอกข้า"
"ธรอลจ๊ะ เวลาเหลื-"
"บอกข้าสิ!" เขาร้อง "เจ้าเป็นเพื่อนของข้า ทาเรธา เจ้าเขียนจดหมายถึงข้ามาเป็นสิบปี ทำให้ข้าได้ยิ้มบ้าง ทำให้ข้ารู้ว่ายังมีบางคนที่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของข้า ไม่ใช่แค่...ไม่ใช่แค่ไอ้สัตว์ประหลาดในสังเวียน! ในความมืด เจ้าเป็นแสงสว่างของข้า!"
เขาวางมือข้างหนึ่งบนไหล่ของเธอด้วยความนุ่มนวลที่สุด เท่าที่เขาจะทำได้ "บอกข้าเถอะ"เขารบเร้าอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
ดวงตาทั้งสองข้างของเธอเป็นประกาย เขาสังเกตเห็นหยดน้ำไหลจากดวงตาของเธอ อาบลงบนแก้มทั้งสอง "ข้าละอายจริงๆ..." เธอกระซิบ
"นั่น ตาของเจ้าเป็นอะไรไป?" ธรอลถาม "อะไร'น่าละอาย'?"
"อา ธรอล" เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครือ พลางป้ายมือบนดวงตาของเธอ "นี่เรียกว่าน้ำตาจ้ะ มันจะไหลออกมาเมื่อเราเสียใจมาก เมื่อเรารู้สึกปวดใจมาก มันก็เหมือนกับว่าหัวใจเรามันเอ่อล้นไปด้วยความเจ็บปวดเสียจนไม่มีที่ไหนจะเก็บมันไว้ได้อีกแล้ว"
ทาเรธาสะอื้น "แล้วก็ ละอาย มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเวลาที่เราทำบางสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราเชื่อว่าเราเป็น และเราก็ไม่อยากให้ใครต่อใครรู้เรื่องนั้น แต่ทุกคนก็รู้... เธอก็คงจะรู้เหมือนกัน ว่าฉันเป็นภรรยาลับของแบล็คมัวร์" (mistress - ภรรยาลับ -เมียเก็บ? ถึงจะเดาได้แต่ผมก็ไม่อยากให้ทารี่พูดว่า'เมียเก็บ'นะครับ = =;; )
"มันหมายความว่ายังไง?"
เธอมองเขาอย่างเศร้าสร้อย "ซื่อจริงๆ ธรอล...ใสบริสุทธิ์ แต่สักวันเจ้าคงเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร"...
[ธรอล พบกับ ทารี่ นอกเมือง Durnholde ธรอลหนีออกมาได้ หลังจากกล่าวลาเรียบร้อยแล้ว]
...ก่อนธรอลจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทารี่ก้าวเข้ามาและเหยียดแขนทั้งสองข้างโอบลำตัวของเขาไว้จนสุดเอื้อม ใบหน้าของเธอแนบลงบนท้องของเขา
ธรอลตัวแข็งเกร็ง ช่างรวดเร็ว เหมือนถูกเข้าโจมตี แม้เขาจะไม่เคยถูกสัมผัสเช่นนี้มาก่อน แต่เขาก็รู้ว่ามันเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่ง เขาทำตามสัญชาติญาณ ด้วยการสัมผัสศีรษะของเธอ และลูบไล้เส้นผมอย่างแผ่วเบา
"คนพวกนั้นเรียกเจ้าว่า สัตว์ประหลาด" เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครืออีกครั้ง ก่อนละออกจากตัวเขา "แต่แท้จริงแล้วพวกนั้นนั่นแหละที่เป็นสัตว์ประหลาด ไม่ใช่เจ้า ลาก่อนจ้ะ ธรอล"...
[ธรอลพูดกับกรอม เฮลสกรีมหัวหน้าเผ่า Warsong Clan หน้ากองไฟ]
"เราควรจะเปลี่ยนชื่อให้เจ้าดีไหม? ชื่อนั่นมันหมายถึง'ทาส'" เฮลสกรีมว่าขณะนั่งลง และจ้องมองธรอลด้วยนัยน์ตาสีแดงของเขา "มันถูกตั้งเพื่อเป็นตราบาป"
"ไม่ เจ้าแบล็คมัวร์มันตั้งชื่อเพื่อข้าจะได้ไม่ลืมว่าข้าเป็นเพียงสิ่งที่มันเป็นเจ้าของ เป็นของๆมัน"เขาหรี่ตาลง "ข้าจะไม่เป็นของๆมันเด็ดขาด และข้าจะใช้ชื่อนี้ต่อไป เพื่อสักวันเมื่อข้าเจอมันอีกครั้ง มันจะได้นึกออกว่าได้ทำอะไรไว้กับข้าบ้าง และมันจะต้องรู้สำนึกถึงก้นบึ้งของหัวใจ"
[ธรอลพูดกับกรอม หน้ากองไฟในมื้ออาหารมื้อแรกหลังตกระกำลำบาก]
"ถ้าท่านจะตอบข้าได้ ข้ามีอีกคำถามหนึ่งอยากถามท่าน" ธรอลพูดกับเฮลสกรีม "ตอนที่ข้าฝึกฝนอาวุธอยู่นอกกรงเมื่อครั้งที่ข้ายังอายุน้อย ...มีรถม้าผ่านมา ในรถม้าขนออร์คหลายตน...ไปยังค่ายกักกัน หนึ่งในออร์คเหล่านั้นหลุดออกมา และพุ่งเข้ามาโจมตีข้า เขากรีดร้องประโยคบ้างอย่างออกมาหลายต่อหลายครั้ง ข้าไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร แต่ข้าสาบานว่าข้าจะจำคำเหล่านั้นไว้ บางทีท่านอาจจะบอกข้าได้ว่า มันหมายถึงอะไร?"
"บอกมาสิ"
"คากห์!บิน มอก กธาซัก ชา!"("Kagh! Bin mog g'thazag cha!") ธรอลพูดออกมา
"นั่นไม่ใช่การโจมตีดอก สหายหนุ่ม"เฮลสกรีมเอ่ย "นั่นน่ะ หมายความว่า'หนีไปซะ!ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!'"
นัยน์ตาของธรอลเบิกโพลง ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคิดว่าเป็นตัวเขาที่ถูกพุ่งเข้าโจมตี ตอนที่เขาอยู่กับ...
"...ทหารมนุษย์คนอื่นๆ" ธรอลพูด "เรากำลังต่อสู้ฝึกซ้อมกันอยู่ ข้าไม่มีทั้งเกราะและโล่ห์และกำลังถูกล้อมโดยพวกทหารมนุษย์ สิบสองต่อหนึ่ง...เขาตาย เฮลสกรีม เจ้าพวกนั้นฟันเขาเป็นชิ้นๆ เขาคงคิดว่าเจ้าพวกนั้นมันกำลังจะรุมล่าข้าเหมือนเป็นของเล่น เขาตายเพื่อปกป้องข้า..."
เฮลสกรีมไม่ตอบคำ เขาก้มลงกินต่อไป ขณะที่นัยน์ตาของเขายังตรึงอยู่กับธรอล
แม้จะหิวโหยเพียงใด ธรอลก็ได้แต่ถือชิ้นเนื้อสะโพกที่ได้รับมา นิ่งไว้เช่นนั้น
ออร์คตนหนึ่งได้สละชีวิตปกป้องออร์คหนุ่มที่เขาไม่มีวันรู้จัก..
(ตรงจุดนี้ช่วงต้นเรื่องเขาบรรยายการตะโกนกรีดร้องของออร์คตนนั้นไว้เหมือนกับกำลังคลั่ง แหกปากร้องแถมพุ่งเข้าหาธรอลที่กำลังยืนบื้อเหมือนกับไม่ได้เข้ามาช่วยเลยจริงๆครับ ๆ...แล้วก็ ออร์คตัวนี้เป็นออร์คตัวแรกที่ธรอลพบครับ และเป็นครั้งแรกที่ธรอลเห็นรูปลักษณ์และชาติพันธุ์ของตัวเอง ในกรงมันไม่มีกระจกเลยครับ - -; ในเวลานั้นธรอลคิดว่า ฉันเป็นไอ้สัตว์ร้ายแบบนั้นน่ะเหรอ?)
(ทั้งหมดที่ว่ามานี่ มันเหมือนกับสอนเป็นนัยๆว่า อะไรๆมันดูจากภายนอกไม่ได้จริงๆ)
[เดร็กธา ชาแมนและผู้อาวุโส พูดกับธรอลที่นั่งสำนึกผิดกลางหิมะ หลังอาละวาดใส่ อูธูล ออร์คในเผ่า Froztwolves clan(ที่ให้ธรอลซักผ้าปูที่นอนเปื้อนฉี่หมาป่าแถมยังเหน็บกัดได้เจ็บแสบสุดๆ - -;; )]
"ข้าคิดอยู่เหมือนกันว่าเจ้าจะทนได้สักกี่น้ำ"เดร็กธาพูด ธรอลเมื่อได้ยินก็เงยขึ้น เพื่อจะพบว่าชาแมนตาบอดกำลังยืนอยู่ต่อหน้าเขา "เจ้าทนอยู่ได้นานจนข้าประหลาดใจ"
ธรอลยืนขึ้นอย่างช้าๆ "ข้าทำร้ายพวกของท่าน" เขาพูดอย่างหนักแน่น "ข้าจะจากไปแต่โดยดี"
"ไม่ต้องทำอย่างนั้นดอก"คำพูดของเด็กธาทำให้ธรอลหันมอง "การทดสอบแรกนั้น ข้าต้องการดูว่าเจ้าหยิ่งทะนงตนมากจนเรียกร้องสิทธิ์การเป็นสมาชิกเผ่า เรียกร้องสิทธิ์การขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่าหรือเปล่า ถ้าเจ้าทำเช่นนั้น พวกข้าก็คงจะส่งเจ้าออกไป และก็คงส่งหมาป่าไปกันทางไม่ให้เจ้ากลับมาอีก เจ้าจะต้องถ่อมตนมากพอ ก่อนเราจะยอมรับในตัวเจ้า"
"แต่นั่นแหละ... พวกเราก็ไม่อยากให้ความเคารพคนที่ได้แต่เป็นลูกไล่ของคนอื่น ถ้าเจ้าไม่ตอบโต้อูธูล เจ้าก็คงไม่ใช่ออร์คที่แท้จริง ธรอลเอ๋ย... ข้าดีใจ ที่ได้รู้ว่าเจ้ามีทั้งศักดิ์ศรี และความถ่อมตน"
เดร็กธาวางมือเหี่ยวย่นลงบนไหล่ของธรอลอย่างนุ่มนวล
"ทั้งสองสิ่งนั้น เป็นคุณสมบัติของผู้ที่ควรจะก้าวเดินในหนทางของชาแมน"
[จังหวะที่ธรอลพบลอร์ดแบล็คมัวร์ครั้งสุดท้ายก่อนดวลเดี่ยว(ตรงนี้ผมว่าถ้าเอาประโยคภาษาอังกฤษมาน่าจะถึงอารมณ์กว่าผมแปลเอง...)]
"Thrall," Blackmoore stammered, "I can explain..."
"ธรอล"แบล็คมัวร์พูดติดอ่าง "ข้าให้อธิบาย..."
"No," said Thrall, with a calmness that frightened Blackmoore more than rage would have. "You can't explain. There is no explanation. There is only a battle, long in the coming. A duel to the death. Take the sword."
"ไม่" ธรอลเอ่ยด้วยความสงบ น่าสยดสยองกว่าความโกรธเกรี้ยว "แกไม่ต้องอธิบาย ไม่มีคำอธิบายอะไรทั้งนั้น มีแต่การรบที่ควรจะเริ่มมานานแล้ว มีแต่การดวลถึงตายเท่านั้น หยิบดาบซะ"
[ธรอลพูดกับเดร็กธา เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดร็กธาจะออกเดินทางกลับ Frostwolves Clan (ตรงนี้ผมว่าถ้าเอาประโยคภาษาอังกฤษมาน่าจะถึงอารมณ์กว่าผมแปลเอง...เหมือนกัน)]
"Before I killed him, he...he said that he was pround of me. That I was what he had made me. Drek'Thar, the thought appalls me."
"ก่อนข้าจะฆ่ามัน มัน...มันพูดว่ามันภูมิใจในตัวข้า มันบอกว่ามันทำให้ข้าเป็นอย่างที่เป็นในทุกวันนี้ เดร็กธา,ความคิดนี้ทำให้ข้ากลัว..."
"Of course you are what Blackmoore made you," Drek'Thar replied, surprising and sickening Thrall with the answer. Gently, Drek'Thar touched Thrall's armor-clad arm.
"มันก็ใช่ แบล็คมัวร์ทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้" เดร็กธาตอบ เป็นคำตอบที่ทำให้ธรอลทั้งประหลาดใจและว้าวุ่นใจในเวลาเดียวกัน เดร็กธาแตะไหล่ธรอลอย่างนุ่มนวล เอ่ยต่อว่า
"And you are what Taretha made you. And Sergeant, and Hellscream, and Doomhammer, and I, and even Snowsong. You are what each battle made you, and you are what you have made of yourself...The lord of the clans."...
"และ ทาเรธา ก็ทำให้เจ้าเป็นเช่นตัวเจ้า รวมทั้ง'จ่า', เฮลสกรีม, ดูมแฮมเมอร์, ตัวข้า หรือแม้กระทั่งสโนว์ซอง การรบทุกครั้งทำให้เจ้าเป็นเช่นตัวเจ้า และเจ้าก็เป็นผู้ที่ทำให้ตัวเจ้าเองเป็นเช่นทุกวันนี้...ราชันย์"...
ป.ล. ขอพูดอีกครั้ง ผมเกลียดไอ้แบล็คมัวร์สุดใจ
ป.ล.2 การดื่มสุราทำให้ความสามารถในการตัดสินใจแย่สุดขีด การดื่มสุราทำให้แบล็คมัวร์สั่งประหารทารี่ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ อย่าดื่มกันเลยนะครับ :3
edit @ 2007/01/28 22:43:40
edit @ 2007/01/28 22:45:38
edit @ 2007/01/28 22:51:40