***** บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนังสือ *****

เรื่องย่อ
ทุกๆคนรู้จักตระกูลเรมมิงตั้นดี ไม่ใช่แค่ความร่ำรวยของตระกูลเรมมิงตั้นเ่ท่านั้นที่โด่งดังไปถึงหูของทุกคน หากแต่รวมไปถึงความลับอันดำมืด และบรรดาสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนด้วย
ชาร์ล็อต เรมมิงตั้น เริ่มต้นชีวิตใหม่กับสามีใหม่ของเธอหลังจากความเจ็บช้ำจากการสูญเสียเมื่อห้าปีที่แล้ว เธอมั่นใจว่านี่คือโอกาสครั้งใหม่ที่พระเจ้ามอบให้เพื่อให้เธอได้มีสิทธิมีความสุข แต่ทุกอย่างกลับกลายเหมือนดังพลิกฝ่ามือ เมื่อปู่ของเธอสิ้นชีวาวายตายจากไป ทิ้งไว้ให้แต่มรดกจำนวนมหาศาลที่เหล่าพี่น้องตระกูลเรมมิงตั้นต้องแย่งชิงชักหักกระดูก ผูกใจเจ็บ และเมื่อยิ่งพินัยกรรมเปิดเผยว่าผู้ที่ได้มรดกทั้งหมดคือชาร์ล็อต เธอจึงต้องอยู่ในคฤหาสน์ประจำตระกูลของเธอกับความลวง
ไม่มีใครเชื่อใจได้ และไม่มีใครคิดจะเืชื่อใจใคร เธอจะทำอย่างไร เมื่อคนในตระกูลของเธอ ตายทีละคน ทีละคน ใครคือผู้ที่รู้ความลับดำมืดของตระกูลเธอ? ใครคือผู้ที่สังหารครอบครัวเธอทีละคน ทีละคน และคำถามสุดท้ายคือ ใคร...จะหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ซะที่ไหนกัน คำถามสุดท้ายคือ เธอจะเป็นเหยื่อรายสุดท้ายของฆาตกรรายนี้หรือไม่....
ความคิดเห็นโดยรวม
ฉันชอบอ่านงานของ Mary Higgin Clark, แม้จะไม่เคยซื้อ ได้แต่ยืมเพื่อนอ่านก็เถอะ และเมื่อเจอหนังสือเล่มนี้วางอยู่ตรงกองลดราคาของ Kinokuniya ก็ลังเลอยู่พักนึง ก่อนจะตัดสินใจหยิบมาด้วย ราคา + จำนวนหน้ามันสมน้ำสมเนื้อกันดี
The Final Victim เล่าเรื่องด้วยมุมมองแบบ Omniscient limited หรือ มุมมองแบบพระเจ้า โดยในมุมมองแบบนี้ เรื่องจะสามารถสลับไปมุมมองของใคร ที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือคน เพราะผู้เล่าเรื่องจะเหมือนกับพระเจ้าที่เข้าใจความคิดของทุกสรรพสิ่งบนโลก ในเรื่องนี้ไม่ได้เข้าไปถึงความคิดของสัตว์อะไรขนาดนั้น แต่ใน Final Victim นั้น เล่าผ่านมุมมองของตัวละครหลายตัวเหลือเกิน ไม่ใ่ช่แค่ชาร์ล็อตผู้เป็นตัวเอกคนเดียวเท่านั้น ทั้งตัวประกอบ ทั้งตัวหลัก แทบจะมีบทที่พูดถึงมุมมองของตนเองกันหมด ฉันเองก็รู้สึกสนุกกับการได้รวบรวมข้อมูลต่างๆผ่านมุมมองของแต่ละตัวละครแล้วนำมาประติด ประต่อกัน โดยที่ตัวละครบางตัวไม่ทราบถึงข้อมูลที่ฉันรู้
อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งเล่มแรกของ The Final Victim เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก ด้วยการที่เรื่องนี้มีตัวละครเยอะ ฉันจึงสับสนมาก มากกว่า และมากที่สุด Staubสลับตัดบทตัวละครไปมา และพยายามซ่อนปมเอาไว้โดยไม่เฉลย แต่เรื่องนี้เล่าเรื่องแบบมุมมองพระเจ้า จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะซ่อนความคิดของตัวละคร Staub จึงใช้วิธีการใ้ห้ตัวละครคิดถึงอดีตของตัวเองแบบ "ครุมเครือ" เช่น
"โอ้ว หรือว่าเขาจะรู้ความลับของฉัน ความลับที่ฉันอยากซ่อนเอาไว้เหลือเกิน" แล้ว Staub ก็ไม่เขียนต่อว่าความลับนั้นคืออะไร
จริงอยู่ว่าวิธีนี้อาจใช้ได้ผล แต่ 80% ของตัวละครในเรื่องทำแบบนี้กันหมด มันทำให้ฉันอึดอัดและรำคาญมากกว่า กับการที่ตัวละครแต่ละตัวออกมาคิดถึงความลับของตนเองโดยไม่พูด และทำอย่างกับว่ามันสำคัญหนักหนาจนน่าหมั่นไส้
และยิ่งจำนวนตัวละครเยอะมากด้วยแล้ว การปูพื้นตัวละครแต่ละตัว - ไม่ว่าจะมีบทน้อยเพียงใด - จึงมากตามไปด้วย กว่าจะเจอคนตายคนแรก ฉันแทบจะโยนหนังสือเล่มนี้ทิ้งลงไปในกองหนังสือไม่คิดอ่านไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายๆของหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกับ 45 นาทีสุดท้ายของหนัง ที่เป็นช่วงกระตุ้นให้คนดูนั่งติดอยู่กับที่และตามต่อไปจนจบ เมื่อเหล่าตัวละครเริ่มล้มหายตายจากไปทีละคน (ด้วยวิธีการเจอศพที่น่าสยองขวัญถูกใจฉันดีนักแล) ยกตัวอย่างเช่น ฉากที่ฆาตกรโยนหัวศพราวกับโยนโบว์ลิ่งเพื่อให้จระเข้ได้จัดการทำลายหลักฐาน ก็นับว่าน่าขนลุกดีมิใช่น้อย
น่าเสียดายที่ช่่วงบทสรุปของ The Final Victim ออกจะเป็นอะไรที่เป็นสูตรสำเร็จตายตัวไปเล็กน้อย สูตรสำเร็จในทีนี้ไม่ได้หมายถึงการที่ตัวเอกของเรารอดจากเงื้อมมือฆาตกร แต่เป็นการพบรักกับคุณตำรวจและแต่งงานกันอย่างมีความสุขแฮปปี้เอนดิ้งนิจนิรันดร์นั่น ต่างหาก แต่อย่างว่า Staub คงคิดว่า ชาร์ล็อตเจออะไรมาหลายอย่างแล้ว และอยากให้ตัวเอกของเรื่องได้เจอสิ่งดีๆบ้าง ตายแล้ว พูดมาถึงขั้นนี้คงรู้แล้วซีว่าฆาตกรคือใคร...
พัฒนาการของตัวละคร
ตัวละครที่พัฒนาการเด่นชัดที่สุดในเรื่องคงเป็นฆาตกร กับ ลูกสาวของชารล์อต - ลีแอนนา เนื้อเรื่องในตอนแรกๆผู้อ่านจะเห็นได้ชัด - และอาจจะรำคาญเหมือนกับที่ฉันเป็น - เมื่อพบว่า ลีแอนนา ลูกสาวของชาร์ล็อตนั้นเป็นเด็กในวัยต่อต้าน ที่เจอหน้าแม่ทีไรก็งี่เง่าและทะเลาะกันทุกที
ฉันเองอ่านๆไปก็รำคาญกับบทสนทนาที่เดาได้และความคิดของแต่ละคนที่เอาแต่โทษตัวเองถึงสิ่ง ที่เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่อย่างว่า...Staub อาจจะเขียน ลีแอนนาได้สมบทบาทกับเด็กมัธยมผู้คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่เสียเต็มประดาจนน่าำรำคาญก็ได้ ฉันถึงได้รำคาญลีแอนนานัก
ชาร์ล็อต ตัวเอกของเรื่อง ก็เป็นอีกคนที่น่ารำคาญไม่น้อยหน้ากัน วันๆเธอไม่ทำอะไรเอาแต่คิดถึงอดีตที่ลูกชายจมน้ำตายอยู่นั่นแหละ ยังดีที่ในตอนจบเธอเป็นคนกล้าหาญขึ้นและไม่ปล่อยให้ความรักบังตาอีกต่อไป ความจริงพูดไปก็นับว่าเป็นข้อดีที่ชาร์ล็อตพัฒนาขึ้นอย่างมากจาก"ผู้หญิงที่จมปลัก อยู่กลับอดีต" กลายเป็น"ผู้หญิงที่ต่อสู้กับปัจจุบันเพื่อเริ่มต้นอนาคตใหม่"
สิ่งที่ไม่ถูกใจ
ฆาตกรในเรื่องทำตัวเหมือนคนมีปัญหาทางจิต พูดกับตุ๊กตา และศพคนราวกับมีชีวิต แต่เมื่อเปิดเผยฆาตกรออกมา Staub ไม่ได้กล่าวถึงอดีตของเขา(และเธอ) เลยแม้แต่น้อยว่ามีปมอะไรถึงต้องทำตัวเช่นนั้นยามลงมือฆ่าคนอย่างเลือดเย็น ความจริง ไม่มีการอธิบายอะไรเพิ่มเติมเลยด้วยซ้ำว่า ฆาตกรคนไหนลงมือช่วงไหน จริงอยู่ที่ว่าการเก็บให้ผู้อ่านไปคิดเองเพิ่มเติมเป็นหนึ่งในสิ่งที่ควรทำ แต่ปัญหาเหล่านี้ฉันคิดว่ามันน่าจะได้รับการเฉลย เพราะช่วงเวลาที่คดีเกิดขึ้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ทั้งสองคนจะเป็นฆาตกร การปล่อยปมทิ้งไว้แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหลอกคนอ่านให้เข้าใจผิดหลงทางเดาฆาตกร ผิดไปงั้นเอง
อีกเรื่องที่ไม่ถูกใจฉันก็คือ การที่ฆาตกรหลอกว่าลูกชายของเขามีตัวตน วิธีการที่เขาใช้มันฟังดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ แต่นั่นก็คงเป็นเพียงมุมมองของฉัน ใช่ว่ามันจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ฉันไม่คิดว่ามันจะหลอกใคร - หรือทุกคน - ได้นานเป็นเวลานับห้าปีเช่นนี้หรอก
บทสรุป
The Final Victim เหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีความอดทนกับตัวละครที่พูดถึงความลับของตัวเองราวกับมันเป็นสิ่งสำคัญ เสียเต็มประดาได้ในช่วง 250 หน้าแรก หากคุณอดทนผ่านช่วงนั้นมาได้ ความสนุกและตื่นเต้นรอคุณอยู่ แต่ถามฉันว่ามันคุ้มไหม? ฉันขอตอบว่าเฉยๆ มันก็เหมือนหนัง Thriller เรื่องอื่นๆ สิ่งที่คุณอาจจะยังจำได้ในอีก 10 ปีข้างหน้าหลังจากอ่านเรื่องนี้จบคือ เหล่าตัวละครที่พูดถึงความลับของตัวเอง กับคุณยายในรถเข็นฆ่าตัวตายด้วยปืน
Rating :



Review by : Hima
The Final Victim
Author : Wendy Corsi Staub
The Final Victim
Author : Wendy Corsi Staub
เรื่องย่อ
ทุกๆคนรู้จักตระกูลเรมมิงตั้นดี ไม่ใช่แค่ความร่ำรวยของตระกูลเรมมิงตั้นเ่ท่านั้นที่โด่งดังไปถึงหูของทุกคน หากแต่รวมไปถึงความลับอันดำมืด และบรรดาสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนด้วย
ชาร์ล็อต เรมมิงตั้น เริ่มต้นชีวิตใหม่กับสามีใหม่ของเธอหลังจากความเจ็บช้ำจากการสูญเสียเมื่อห้าปีที่แล้ว เธอมั่นใจว่านี่คือโอกาสครั้งใหม่ที่พระเจ้ามอบให้เพื่อให้เธอได้มีสิทธิมีความสุข แต่ทุกอย่างกลับกลายเหมือนดังพลิกฝ่ามือ เมื่อปู่ของเธอสิ้นชีวาวายตายจากไป ทิ้งไว้ให้แต่มรดกจำนวนมหาศาลที่เหล่าพี่น้องตระกูลเรมมิงตั้นต้องแย่งชิงชักหักกระดูก ผูกใจเจ็บ และเมื่อยิ่งพินัยกรรมเปิดเผยว่าผู้ที่ได้มรดกทั้งหมดคือชาร์ล็อต เธอจึงต้องอยู่ในคฤหาสน์ประจำตระกูลของเธอกับความลวง
ไม่มีใครเชื่อใจได้ และไม่มีใครคิดจะเืชื่อใจใคร เธอจะทำอย่างไร เมื่อคนในตระกูลของเธอ ตายทีละคน ทีละคน ใครคือผู้ที่รู้ความลับดำมืดของตระกูลเธอ? ใครคือผู้ที่สังหารครอบครัวเธอทีละคน ทีละคน และคำถามสุดท้ายคือ ใคร...จะหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ซะที่ไหนกัน คำถามสุดท้ายคือ เธอจะเป็นเหยื่อรายสุดท้ายของฆาตกรรายนี้หรือไม่....
ความคิดเห็นโดยรวม
ฉันชอบอ่านงานของ Mary Higgin Clark, แม้จะไม่เคยซื้อ ได้แต่ยืมเพื่อนอ่านก็เถอะ และเมื่อเจอหนังสือเล่มนี้วางอยู่ตรงกองลดราคาของ Kinokuniya ก็ลังเลอยู่พักนึง ก่อนจะตัดสินใจหยิบมาด้วย ราคา + จำนวนหน้ามันสมน้ำสมเนื้อกันดี
The Final Victim เล่าเรื่องด้วยมุมมองแบบ Omniscient limited หรือ มุมมองแบบพระเจ้า โดยในมุมมองแบบนี้ เรื่องจะสามารถสลับไปมุมมองของใคร ที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือคน เพราะผู้เล่าเรื่องจะเหมือนกับพระเจ้าที่เข้าใจความคิดของทุกสรรพสิ่งบนโลก ในเรื่องนี้ไม่ได้เข้าไปถึงความคิดของสัตว์อะไรขนาดนั้น แต่ใน Final Victim นั้น เล่าผ่านมุมมองของตัวละครหลายตัวเหลือเกิน ไม่ใ่ช่แค่ชาร์ล็อตผู้เป็นตัวเอกคนเดียวเท่านั้น ทั้งตัวประกอบ ทั้งตัวหลัก แทบจะมีบทที่พูดถึงมุมมองของตนเองกันหมด ฉันเองก็รู้สึกสนุกกับการได้รวบรวมข้อมูลต่างๆผ่านมุมมองของแต่ละตัวละครแล้วนำมาประติด ประต่อกัน โดยที่ตัวละครบางตัวไม่ทราบถึงข้อมูลที่ฉันรู้
อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งเล่มแรกของ The Final Victim เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก ด้วยการที่เรื่องนี้มีตัวละครเยอะ ฉันจึงสับสนมาก มากกว่า และมากที่สุด Staubสลับตัดบทตัวละครไปมา และพยายามซ่อนปมเอาไว้โดยไม่เฉลย แต่เรื่องนี้เล่าเรื่องแบบมุมมองพระเจ้า จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะซ่อนความคิดของตัวละคร Staub จึงใช้วิธีการใ้ห้ตัวละครคิดถึงอดีตของตัวเองแบบ "ครุมเครือ" เช่น
"โอ้ว หรือว่าเขาจะรู้ความลับของฉัน ความลับที่ฉันอยากซ่อนเอาไว้เหลือเกิน" แล้ว Staub ก็ไม่เขียนต่อว่าความลับนั้นคืออะไร
จริงอยู่ว่าวิธีนี้อาจใช้ได้ผล แต่ 80% ของตัวละครในเรื่องทำแบบนี้กันหมด มันทำให้ฉันอึดอัดและรำคาญมากกว่า กับการที่ตัวละครแต่ละตัวออกมาคิดถึงความลับของตนเองโดยไม่พูด และทำอย่างกับว่ามันสำคัญหนักหนาจนน่าหมั่นไส้
และยิ่งจำนวนตัวละครเยอะมากด้วยแล้ว การปูพื้นตัวละครแต่ละตัว - ไม่ว่าจะมีบทน้อยเพียงใด - จึงมากตามไปด้วย กว่าจะเจอคนตายคนแรก ฉันแทบจะโยนหนังสือเล่มนี้ทิ้งลงไปในกองหนังสือไม่คิดอ่านไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายๆของหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกับ 45 นาทีสุดท้ายของหนัง ที่เป็นช่วงกระตุ้นให้คนดูนั่งติดอยู่กับที่และตามต่อไปจนจบ เมื่อเหล่าตัวละครเริ่มล้มหายตายจากไปทีละคน (ด้วยวิธีการเจอศพที่น่าสยองขวัญถูกใจฉันดีนักแล) ยกตัวอย่างเช่น ฉากที่ฆาตกรโยนหัวศพราวกับโยนโบว์ลิ่งเพื่อให้จระเข้ได้จัดการทำลายหลักฐาน ก็นับว่าน่าขนลุกดีมิใช่น้อย
น่าเสียดายที่ช่่วงบทสรุปของ The Final Victim ออกจะเป็นอะไรที่เป็นสูตรสำเร็จตายตัวไปเล็กน้อย สูตรสำเร็จในทีนี้ไม่ได้หมายถึงการที่ตัวเอกของเรารอดจากเงื้อมมือฆาตกร แต่เป็นการพบรักกับคุณตำรวจและแต่งงานกันอย่างมีความสุขแฮปปี้เอนดิ้งนิจนิรันดร์นั่น ต่างหาก แต่อย่างว่า Staub คงคิดว่า ชาร์ล็อตเจออะไรมาหลายอย่างแล้ว และอยากให้ตัวเอกของเรื่องได้เจอสิ่งดีๆบ้าง ตายแล้ว พูดมาถึงขั้นนี้คงรู้แล้วซีว่าฆาตกรคือใคร...
พัฒนาการของตัวละคร
ตัวละครที่พัฒนาการเด่นชัดที่สุดในเรื่องคงเป็นฆาตกร กับ ลูกสาวของชารล์อต - ลีแอนนา เนื้อเรื่องในตอนแรกๆผู้อ่านจะเห็นได้ชัด - และอาจจะรำคาญเหมือนกับที่ฉันเป็น - เมื่อพบว่า ลีแอนนา ลูกสาวของชาร์ล็อตนั้นเป็นเด็กในวัยต่อต้าน ที่เจอหน้าแม่ทีไรก็งี่เง่าและทะเลาะกันทุกที
ฉันเองอ่านๆไปก็รำคาญกับบทสนทนาที่เดาได้และความคิดของแต่ละคนที่เอาแต่โทษตัวเองถึงสิ่ง ที่เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่อย่างว่า...Staub อาจจะเขียน ลีแอนนาได้สมบทบาทกับเด็กมัธยมผู้คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่เสียเต็มประดาจนน่าำรำคาญก็ได้ ฉันถึงได้รำคาญลีแอนนานัก
ชาร์ล็อต ตัวเอกของเรื่อง ก็เป็นอีกคนที่น่ารำคาญไม่น้อยหน้ากัน วันๆเธอไม่ทำอะไรเอาแต่คิดถึงอดีตที่ลูกชายจมน้ำตายอยู่นั่นแหละ ยังดีที่ในตอนจบเธอเป็นคนกล้าหาญขึ้นและไม่ปล่อยให้ความรักบังตาอีกต่อไป ความจริงพูดไปก็นับว่าเป็นข้อดีที่ชาร์ล็อตพัฒนาขึ้นอย่างมากจาก"ผู้หญิงที่จมปลัก อยู่กลับอดีต" กลายเป็น"ผู้หญิงที่ต่อสู้กับปัจจุบันเพื่อเริ่มต้นอนาคตใหม่"
สิ่งที่ไม่ถูกใจ
ฆาตกรในเรื่องทำตัวเหมือนคนมีปัญหาทางจิต พูดกับตุ๊กตา และศพคนราวกับมีชีวิต แต่เมื่อเปิดเผยฆาตกรออกมา Staub ไม่ได้กล่าวถึงอดีตของเขา(และเธอ) เลยแม้แต่น้อยว่ามีปมอะไรถึงต้องทำตัวเช่นนั้นยามลงมือฆ่าคนอย่างเลือดเย็น ความจริง ไม่มีการอธิบายอะไรเพิ่มเติมเลยด้วยซ้ำว่า ฆาตกรคนไหนลงมือช่วงไหน จริงอยู่ที่ว่าการเก็บให้ผู้อ่านไปคิดเองเพิ่มเติมเป็นหนึ่งในสิ่งที่ควรทำ แต่ปัญหาเหล่านี้ฉันคิดว่ามันน่าจะได้รับการเฉลย เพราะช่วงเวลาที่คดีเกิดขึ้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ทั้งสองคนจะเป็นฆาตกร การปล่อยปมทิ้งไว้แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหลอกคนอ่านให้เข้าใจผิดหลงทางเดาฆาตกร ผิดไปงั้นเอง
อีกเรื่องที่ไม่ถูกใจฉันก็คือ การที่ฆาตกรหลอกว่าลูกชายของเขามีตัวตน วิธีการที่เขาใช้มันฟังดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ แต่นั่นก็คงเป็นเพียงมุมมองของฉัน ใช่ว่ามันจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ฉันไม่คิดว่ามันจะหลอกใคร - หรือทุกคน - ได้นานเป็นเวลานับห้าปีเช่นนี้หรอก
บทสรุป
The Final Victim เหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีความอดทนกับตัวละครที่พูดถึงความลับของตัวเองราวกับมันเป็นสิ่งสำคัญ เสียเต็มประดาได้ในช่วง 250 หน้าแรก หากคุณอดทนผ่านช่วงนั้นมาได้ ความสนุกและตื่นเต้นรอคุณอยู่ แต่ถามฉันว่ามันคุ้มไหม? ฉันขอตอบว่าเฉยๆ มันก็เหมือนหนัง Thriller เรื่องอื่นๆ สิ่งที่คุณอาจจะยังจำได้ในอีก 10 ปีข้างหน้าหลังจากอ่านเรื่องนี้จบคือ เหล่าตัวละครที่พูดถึงความลับของตัวเอง กับคุณยายในรถเข็นฆ่าตัวตายด้วยปืน
Rating :


2 Dons = AVERAGE
ดอนคุง (c) konami